
ต้องเคารพหลักการ
การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีที่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ฐานใช้เงินกองทุน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ โดยยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่า การยื่นคำร้องล่าช้าเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้คดีนี้ได้ข้อยุติ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คำตัดสินดังกล่าวมีทั้งฝ่ายที่พอใจและไม่พอใจ แต่ไม่ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องเคารพคำตัดสินตามหลักกฎหมาย
ในภาวะที่ประเทศชาติกำลังฟื้นฟูจากความบอบช้ำ สถานการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ เพียงหวังให้สถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง พอที่จะให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจ
ข้อห่วงใยที่สะท้อนออกมาจากประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็คือหลังการตัดสินยกคำร้อง อาจทำให้กลุ่มที่ไม่พอใจการตัดสินรวมตัวชุมนุม ซึ่งหากถ้าเกิดความรุนแรงก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจซึ่งมีแนวโน้มกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี
อาจกล่าวได้ว่า ภาวะการเมืองในปัจจุบันบีบให้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่สุดขอบความท้าทาย องค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่เคยเป็นความเชื่อมั่น ก็ถูกตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่
กกต. ถูกตั้งคำถามว่า เปลี่ยนมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพราะถูกกดดันจากกลุ่มเสื้อแดง
ศาลรัฐธรรมนูญก็เพิ่งผ่านกรณีคลิปฉาวล็อบบี้ตุลาการ ซึ่งคดีอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน
พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาล แม้จะรอดพ้นจากคดี แต่ก็เป็นความโชคดีในกรณีที่คดีขาดอายุความ มิใช่ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงที่ถูกตั้งคำถาม
การเคารพต่อคำตัดสิน มิได้มีความหมายแคบเพียงแค่การยอมรับต่อตัวบทกฎหมาย มิใช่การยอมรับว่าผู้ตัดสินเป็นผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์ความรู้ ที่จะพิจารณาอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ได้รับการเลือกสรร คัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดี
แต่การเคารพต่อการตัดสิน คือการเคารพในหลักการซึ่งยอมรับร่วมกันว่าเป็นหนทางยุติความขัดแย้ง หรือความเห็นที่แตกต่าง
ตัวบทกฎหมาย ตุลาการผู้ตัดสิน หลักการที่ใช้พิจารณา เป็นเพียงองค์ประกอบในกระบวนการยุติปัญหาเท่านั้น ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้
แต่หลักในการหาข้อยุติความขัดแย้ง โดยกระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นที่พอใจหรือไม่ก็ตาม มิฉะนั้นความเห็นที่แตกต่างก็จะเป็นชนวนก่อความขัดแย้งให้ลุกลามบานปลายไปไม่รู้จบ ซึ่งจะเป็นการทำลายความเป็นนิติรัฐที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง







