
การแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างมียุทธศาสตร์ (จบ)
....นพ.วิชัย โชควิวัฒน์
แม้จะมีการป้องกันไว้แล้ว ปัญหาน้ำท่วมก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่จะต้องเตรียมการไว้คือการป้องกันและบรรเทาความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งมีสิ่งที่จะต้องทำอย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้
ประการแรก สิ่งที่จะป้องกันและบรรเทาความเสียหายได้ดีที่สุดคือ การสร้างและพัฒนาระบบเตือนภัยให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่ก่อความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้มากคือ ปัญหา
“น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก” ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ภูเขาหรือใกล้แม่น้ำลำธาร และปัญหาจากลมพายุที่นอกจากความเสียหายจากแรงลมแล้ว มักทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง เช่น กรณีเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “สตอร์มเซิร์จ” ทางภาคใต้เมื่อเร็วๆ นี้นับตั้งแต่เกิดกรณีพายุไต้ฝุ่นที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช เมื่อประมาณ 50 ปีมาแล้ว ประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบอุตุนิยมวิทยาขึ้นมาโดยลำดับ และมีระบบเตือนภัยผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งเข้าถึงแทบทุกครัวเรือนแล้ว ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร มีเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคมช่องทางอื่นๆ พัฒนาขึ้นอีกมาก
แต่เพราะเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ถูกใช้เป็นเครื่องมือของทุนนิยมและบริโภคนิยมมากกว่าจะเป็นเครื่องมือในการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประชาชน เนื้อที่ของสื่อต่างๆ จึงมักถูกเบียดทับด้วยรายการบันเทิงและการโฆษณา ประกอบกับระบบการเตือนภัยผ่านสื่อมักสื่อด้วยภาษาทางราชการ หรือภาษาวิชาการ และมักเป็นการเตือนภัยแบบทั่วไป ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเรื่อง
“ไกลตัว” มิใช่ปัญหา “ใกล้ตัว”โดยการเตือนภัยมักต้องกระทำอย่างระมัดระวังมิให้เกิด
“ความตื่นตระหนก” ด้วย จึงอาจมีผลทำให้ไม่เกิด “การตื่นตัว” ไปโดยปริยายนอกจากนี้ยังมีประชากรบางกลุ่มที่อาจไม่ได้รับสื่อเช่น ชาวประมงที่ออกทะเลห่างฝั่งไปไกล และไม่มีเครื่องมือสื่อสาร หรือ “ประชาชน” ชายขอบ ที่มีปัญหาเรื่องภาษา เป็นต้นดังนั้น จึงต้องมีการยกเครื่องระบบเตือนภัยในทุกเรื่อง ตั้งแต่ระบบการติดตามสภาพดินฟ้าอากาศ ช่องทางสื่อสาร วิธีการเตือนภัย ภาษาที่ใช้
–ทั้งในแง่ของภาษาที่สื่อถึงประชากรทุกกลุ่มและภาษาที่สร้างความตื่นตัว ความถี่ของการเตือนภัย และการเห็นความสำคัญของการเตือนภัยในระดับต่างๆ เป็นต้นประการที่สอง จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้น้ำลดโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียทั้งทรัพย์สินในบ้านเรือน อาคารร้านค้า และในเรือกสวนไร่นา ซึ่งมีตัวอย่างของความสำเร็จแล้ว อย่างในกรุงเทพมหานคร หรือที่หาดใหญ่ในปีนี้ เมื่อเทียบกับกรณีน้ำท่วมใหญ่คราวก่อน
ประการที่สาม จะต้องพัฒนาระบบการบรรเทาทุกข์ให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1) การพัฒนาหน่วยบรรเทาทุกข์ ทั้งของทางราชการ และเอกชนให้มีอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมทั้งสิ่งของที่จะใช้บรรเทาทุกข์ และยานพาหนะ ตลอดจนกำลังคน โดยเฉพาะอาสาสมัคร 2) จัดสิ่งของที่จะนำไปบรรเทาทุกข์ ทั้งอาหาร เครื่องใช้จำเป็น ยารักษาโรค จะต้องมีรายการ และเตรียมหาแหล่งที่จะจัดหา และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบ เพื่อให้เลือกบริจาคได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ควรจัดหาจากในท้องที่หรือบริเวณใกล้เคียง เพื่อลดภาระและไม่เสียเวลาในการขนส่ง 3) จะต้องมีการประสานงานหน่วยงานบรรเทาทุกข์ทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานการกุศลต่างๆ โดย ภาครัฐจะต้องเป็นแกนหลักสำคัญทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น
หลักการที่จะต้องยึดถือคือ ต้องมุ่งที่การบรรเทาทุกข์ของราษฎรที่เดือดร้อนเป็นหลัก สิ่งที่จะต้องไม่เกิดขึ้น คือ 1) จะต้องไม่มุ่ง
“แจกของเพื่อเอาหน้า” เช่น รอให้นายมาถึงจึงแจก หรือรอกล้องทีวีมาถึงแล้วจึงแจก 2) จะต้องไม่ฉวยโอกาสหรือเลือกที่รักมักที่ชัง เช่น เน้นแจกที่หัวคะแนนหรือฐานเสียง3) จะต้องไม่มีการฉวยโอกาสทุจริตเบียดบังสิ่งของบรรเทาทุกข์ หรือฉวยโอกาสของบประมาณเกินจริง ดังที่ปรากฏเป็นข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐเมื่อไม่นานมานี้ และเป็นข่าวครึกโครมอีกในปีนี้ประการที่สี่ จะต้องมีระบบการฟื้นฟูสภาพหลังน้ำท่วมที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตั้งแต่1) ระบบการสำรวจและลงทะเบียนผู้ได้รับความเสียหายที่ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง ครอบคลุมผู้เสียหายอย่างทั่วถึง สามารถบ่งบอกขนาดและระดับความเสียหายได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงความเป็นจริง ดำเนินการทั้งเชิงรับและเชิงรุก เชิงรับคือ การตั้งหน่วยรับแจ้งและลงทะเบียน เชิงรุกคือ การออกสำรวจเพื่อให้เห็นสภาพที่แท้จริงและเข้าถึงประชาชนที่ได้รับความเสียหาย แต่ไม่รู้จะไปแจ้งใคร หรืออยู่ห่างไกลจนไม่สามารถมาแจ้งได้ โดยจะต้องมีหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ภาพถ่ายจากดาวเทียม ประกอบ 2) จะต้องวางระบบชดเชย เช่น หลักเกณฑ์และอัตราการชดเชยที่เหมาะสมและเป็นธรรม และ 3) จะต้องมีการชดเชยที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และถูกต้อง
สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการเตรียมการซักซ้อมแต่เนิ่นๆ มิใช่ปล่อยให้เป็นการแก้ปัญหาอย่างฉุกละหุกทุกปี หรือทุกครั้งอย่างที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ
และสิ่งที่จะต้องเร่งกระทำ คือ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขน้ำท่วม ระดับชาติ ระยะยาว อย่างเป็นระบบโดยเร็ว







