
ไม่ยุบ 'ปชป.' แม้เสื้อแดงมา เศรษฐกิจไม่สะเทือน
หลังจากฟังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แผ่นเสียงตกร่องว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัว 78% มานานหลายเดือน และเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 34%
หลังจากฟังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แผ่นเสียงตกร่องว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัว 78% มานานหลายเดือน และเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 34%
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หลังจากฟังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แผ่นเสียงตกร่องว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัว 78% มานานหลายเดือน และเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 34%
คนไทยก็มานั่งลุ้นผลการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังค้างการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) เมื่อวันที่ 29 พ.ย. และผลก็ออกมาตามที่กลุ่มคนเสื้อแดงแทงหวยไว้ล่วงหน้าว่า ไม่มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน
และเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียง 4:2 ให้ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากทำคดีไม่ถูกต้องตามขั้นตอน โดยประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง และยื่นคำร้องไม่ทันกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่ความปรากฏต่อนายทะเบียน ส่วนกรณีข้อเท็จจริงนั้น เมื่อยื่นคำร้องไม่ถูกต้องก็ไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยในกรณีอื่นอีก
คดีนี้เป็นคดีที่กินใจกลุ่มคนเสื้อแดงมาก เพราะเห็นว่ามันจะเป็นการทำแบบสองมาตรฐาน ทีพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนเจอในกรณีเดียวกัน กลับโดนสั่งยุบพรรค
เมื่อคนกลุ่มหนึ่งไม่รู้สึกพอใจกับคำพิพากษาของศาล ความวุ่นวายจะตามมาอีกแน่นอน
ความวุ่นวายที่หลายฝ่ายเป็นห่วงคือ การกลับมาชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะมีการก่อหวอดชักชวนกันออกมาประท้วงคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ
ยังไม่มีใครรู้ว่าคนเสื้อแดงจะมาเมื่อไหร่ แต่ที่คาดกันไว้ก็คือน่าจะมาหลังปีใหม่ เพราะในเดือน ธ.ค.ไม่เหมาะสมและมีวันหยุดยาว
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม ขนาดนายอภิสิทธิ์ยังเป็นห่วงปฏิกิริยาจากกลุ่มต่างๆ ที่มีต่อคำวินิจฉัยของศาลว่าจะเป็นอย่างไร ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) บอกว่า ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่และวางแนวทางในการดูแลความสงบเรียบร้อย และทาง ผบ.ตร. ได้รายงานเตรียมรับมือทุกรูปแบบแล้ว จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการรายงานถึงจุดเสี่ยง
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้สัมภาษณ์ว่าคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยกคำร้องของ กกต.ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เพราะขาดอายุความนั้น ถือว่าเป็นกระบวนการพิจารณาไปตามกฎหมาย ส่วนตัวยอมรับว่าเมื่อตุลาการฯ วินิจฉัยเช่นนี้ ทำให้คนที่เห็นแย้งอาจจะก่อการชุมนุมได้ ซึ่งตัวเขานั้นอยากเรียกร้องให้ประชาชนเคารพในคำตัดสินของศาล เนื่องจากว่าการวินิจฉัยดังกล่าวได้ยึดเสียงข้างมาก หากประชาชนไม่ฟังเสียงส่วนมากระบบของประชาธิปไตยก็จะอยู่ไม่ได้
“ในความเห็นของตุลาการฯ ยังเห็นแย้งกันได้ ดังนั้นประชาชนทั่วไปคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งสถานการณ์บ้านเมืองหลังจากนี้ ตามระบอบประชาธิปไตยต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่ ดังนั้นขอให้ประชาชนเคารพในคำตัดสิน” นายสมบัติ กล่าว
หากมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงคาดว่าผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจจะมีแน่นอน มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่การชุมนุมจะยืดเยื้อยาวนาน ชุมนุมในบริเวณใด หากเป็นที่แยกราชประสงค์เหมือนเมื่อกลางปีนี้ละก็คงดูไม่จืดเลยทีเดียว เพราะเป็นย่านการค้าที่สำคัญของกรุงเทพฯ
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจากนี้ไปคงไม่ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ เช่น สนามบิน ท่าเรือ หรือสี่แยกราชประสงค์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) น่าจะมีประสบการณ์ในการรับมือกับม็อบจากการชุมนุมครั้งที่แล้ว และครั้งนี้จะเป็นการวัดใจผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ว่าจะกล้าใช้ความรุนแรงหรือไม่
“เศรษฐกิจหลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ไปคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายนัก เพราะครั้งนี้ ศอฉ.น่าจะเอาอยู่ นอกจากนี้ทางเพื่อร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เกษียณอายุไปบ้างแล้ว ความแตกแยกในกองทัพน้อยลงคงช่วยประคองให้บ้านเมืองสงบได้” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ดี ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีม็อบต่อต้านรัฐบาล หรือจะไม่มีม็อบต่อต้านรัฐบาล เพราะเงื่อนไขที่จะให้เกิดการชุมนุมก็คาดเดาไม่ได้ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้
แต่เงื่อนไขการชุมนุมทางการเมืองไม่ทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากนัก แต่ที่เศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวในอัตราที่ลดลงมาจากภาวะเศรษฐกิจจากภายนอก เช่น เงินไหลเข้าในภูมิภาคนี้รวมทั้งไทย ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามีผลกระทบต่อการส่งออก
สิ่งที่รัฐบาลจะใช้เป็นธงนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือ การใช้จ่ายภายในประเทศที่จะเน้นการฉีดเงินผ่านกองทุนไทยเข้มแข็งให้ทำโครงการต่างๆ หากไม่มีการคอร์รัปชันให้เงินรั่วไหล ก็น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้ดีในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลสามารถที่จะดำเนินการต่อเนื่องไปได้ โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่รัฐบาลตั้งใจจะใช้เอาไปลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเป็นความตั้งใจของรัฐบาลเป็นเรื่องที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องทำให้ได้
สิ่งที่รัฐบาลควรจะกลัวมากกว่าเรื่องอื่นคือการคอร์รัปชัน ที่จะทำให้รัฐบาลโดนโจมตีอย่างรุนแรง จากการชักค่านายหน้าโครงการต่างๆ จนภาคเอกชนทนไม่ไหวต้องออกมาบ่นและต่อต้าน
และเรื่องเงินเฟ้อในปีหน้า เพราะปัจจุบันนี้อัตราเงินเฟ้อก็ปรับตัวสูงขึ้นมาก ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยปรับขึ้น 1015% หลังจากน้ำท่วมแล้วก็จะมาเจอภัยแล้งซ้ำอีก
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็เริ่มปรับขึ้น เมื่อคนเริ่มไม่เชื่อถือเงินเหรียญสหรัฐ ก็หันมาลงทุนซื้อขายล่วงหน้าในตลาดทองคำและตลาดน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะสูงอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก
ภาวะเงินเฟ้อจะทำให้ดอกเบี้ยต้องปรับสูงขึ้น นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลต้องตามแก้ไขอย่างปวดหัวเพราะเป็นปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งก็มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไม่แพ้ม็อบเสื้อแดงที่พร้อมจะก่อตัวได้ทุกเมื่อ







