
ช่วงระทึก
สัปดาห์นี้ต่อถึงสัปดาห์หน้า เป็นช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยต้องจับตา เนื่องจากมีสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศอย่างน้อย
หนึ่ง คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะมีการแถลงปิดคดีวันนี้ และเป็นไปได้สูงที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกคำพิพากษาสั่งคดีในวันเดียวกัน ดังเช่นคดียุบพรรคการเมืองอื่นๆ หลายคดีที่ผ่านมา
สอง วันที่ 30 พ.ย. กลุ่มคนเสื้อแดงจะรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีการอ้างเหตุผลอื่นๆ ในการชุมนุมครั้งนี้ หากแต่โดยเนื้อแท้การชุมนุมครั้งนี้ เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงปฏิกิริยาต่อคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด ยุบ หรือไม่ยุบ ก็สามารถนำไปเป็นประเด็นทางการเมืองได้ทั้งสิ้น
สาม การประกาศชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคนเสื้อเหลือง ในวันที่ 11 ธ.ค. ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เรียกร้องให้รัฐบาลกระทำ 2 อย่าง 1.ถอนเรื่องที่จะให้สภาให้ความเห็นชอบบันทึกผลการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (เจบีซี) 2.ให้คว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของคณะรัฐมนตรีในประเด็นมาตรา 190 ที่ผ่านวาระ 1 ไปแล้ว ขอให้คว่ำในวาระที่ 3 โดยอ้างว่า หากรัฐบาลไม่กระทำตามข้อเรียกร้อง จะเป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนแก่กัมพูชา
หากวิเคราะห์สถานการณ์การเคลื่อนไหวทั้งสามประการ แม้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องต่อกันในแง่ของเนื้อหาสาระ แต่จะพบว่าทุกประการล้วนมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการอยู่รอดของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญ ผู้นำกองทัพธรรมแห่งค่ายสันติอโศก ประกาศชุมนุมยืดเยื้อ ไม่เลิกชุมนุมจนกว่ารัฐบาลจะยินยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง ทั้งยังข่มขวัญว่า พร้อมปักหลักยืดเยื้อยาวนานกว่าครั้งขับไล่รัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
การเมืองไทยในสัปดาห์นี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และมีโอกาสดึงเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับหลังหัน กลับไปวนเวียนอยู่กับปมขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่อาจประเมินความรุนแรงได้อีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนคนไทยที่ผ่านประสบการณ์รุนแรงทางการเมืองมาตลอดระยะเวลาประมาณ 3 ปี ย่อมตระหนักดีกว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและการใช้ความรุนแรงนั้น ทำให้เกิดความสูญแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง
การชุมนุมไม่ว่าจากสีแดงและสีเหลืองที่จะมีขึ้น จึงควรยิ่งจะต้องปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมาย รวมทั้งช่วยระมัดระวังป้องกันไม่ให้มือที่ 3 เข้ามาฉกฉวยโอกาสจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงขึ้นในประเทศ







