
องอาจชงปัญหาท้องไม่พร้อมเป็นวาระแห่งชาติ
องอาจเปิดเวทีสาธารณะ วอนทุกฝ่ายขจัดปัญหาเด็กท้องไม่พร้อม ปรับทัศนคติสังคมให้ฝ่ายชายร่วมรับผิดชอบ ย้ำรัฐบาลเห็นความสำคัญ พร้อมเดินหน้าดันเข้าเป็นวาระแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหา ยันไม่สนับสนุนกฎหมายทำแท้งเสรี
องอาจเปิดเวทีสาธารณะ วอนทุกฝ่ายขจัดปัญหาเด็กท้องไม่พร้อม ปรับทัศนคติสังคมให้ฝ่ายชายร่วมรับผิดชอบ ย้ำรัฐบาลเห็นความสำคัญ พร้อมเดินหน้าดันเข้าเป็นวาระแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหา ยันไม่สนับสนุนกฎหมายทำแท้งเสรี
เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 28 พ.ย. ที่วัดไผ่เงินโชตนาราม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เปิดเวทีสาธารณะ ภายใต้หัวข้อ “จากบทเรียนวัดไผ่เงินฯ สู่ทางออกของปัญหาท้องแล้ว (ทำ) แท้ง เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาท้องไม่พร้อม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มีอยู่จำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการทำแท้งอย่างแพร่หลาย ดังเช่นที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ โดยมีวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมงานและแสดงความคิดเห็นอย่างแพร่หลาย
นายองอาจ กล่าวว่า ปัญหาการตั้งท้องไม่พร้อม จนนำไปสู่การทำแท้งเป็นปัญหาสังคมที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันแก้ไข ขณะที่ภาครัฐมีมาตรการที่จะเข้าไปดูแลส่วนนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหามีหลายมิติ ทั้งเรื่องสภาพแวดล้อมครอบครัว กลุ่มเพื่อน สื่อสมัยใหม่ เช่น อินเตอร์เน็ต ที่มีการยั่วยุ ตลอดจนวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
"นอกจากปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาการท้องไม่พร้อมจนไปสู่การทำแท้ง ประการหนึ่งที่สำคัญคือกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ การพบซากทารกสองพันกว่าซากครั้งนี้ เป็นเพียงการพบในสถานที่เดียว ยังไม่นับรวมกับวัดอื่นๆ ที่อาจมีการนำซากทารกไปกลบฝังเพื่อเผาทำลาย ดังนั้น ตัวเลขที่สูงขนาดนี้ ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพร้อมผลักดันปัญหานี้เข้าเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด"นายองอาจกล่าว
ยืนยันรัฐไม่สนับสนุนกม.ทำแท้งเสรี
นายองอาจ กล่าวว่า ในการเปิดเวทีครั้งนี้จะนำข้อสรุปต่างๆ มาเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กที่ท้องไม่พร้อม พร้อมกันนี้ ทางภาครัฐยังต้องเร่งทำความเข้าใจให้กับวัยรุ่น เกียวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือโทษทันฑ์ของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพื่อชี้ให้เห็นถึงความอันตรายต่างๆ อีกทั้งยังต้องรณรงค์ให้เยาวชนใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะเป็นการป้องกันการท้องไม่พร้อมได้ทางหนึ่งด้วย
"นอกจากนี้ ยังต้องปรับทัศนคติของสังคมอีกด้วย เนื่องจากปัจจุบัน สังคมส่วนใหญ่มองหญิงที่ไปทำแท้งว่ามีความผิด ทำให้ผู้หญิงต้องแบกรับภาระอยู่คนเดียว ทั้งที่จริงแล้วฝ่ายชายก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องจำนวนซากทารก 2,002 ศพนั้น ขณะนี้ทางนิติวิทยาศาสตร์กำลังเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อใช้ในการดำเนินคดี ส่วนการจะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วยการเผา หรือฝังนั้น ขณะนี้ทางสำนักพระพุทธก็แนะนำว่าสามารถทำได้ทั้งสองวิธี เพียงแต่ว่าหากเป็นการเผานั้น อาจจะเป็นการทำลายหลักฐาน เพราะคดีนี้ยังไม่สิ้นสุด ยังอยู่ระหว่างการเก็บหลักฐานเพิ่มเติม"นายองอาจกล่าว
นายองอาจ กล่าวอีกว่า ในส่วนของกฎหมายการทำแท้งของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันที่ใช้อยู่ก็ถือว่าครอบคลุมดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรับต้องเปลี่ยนอะไรอีก อีกทั้งการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายก็ต้องให้แพทย์วินิจฉัยด้วย เพื่อความปลอดภัยมากที่สุด ส่วนที่ว่าจะปล่อยให้มีการแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถทำแท้งเสรีได้นั้น ในส่วนนี้ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากจะกลายเป็นว่าเป็นการสนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์ด้วยการไม่ป้องกันเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาอีกหลายอย่างที่ตามมาได้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาก็ต้องปลูกฝัง รณรงค์ให้กลุ่มเยาวชนเห็นโทษ และอยู่ในศีลธรรม น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
ด้านนพ.กิติพงศ์ แซ่เจ็ง ผอ.สำนักอนมัยการเจริญพันธุ์ เปิดเผยว่า วัยรุ่นไทยเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเฉลี่ยอายุประมาณ 15-16 ปี และน่าตกใจว่าส่วนใหญ่จะใช้ถุงยางอนามัยไม่ถึงร้อยละ 50 โดยพบแม่วัยรุ่นที่อายุน้อยสุดคือ 9 ปี ทั้งนี้ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นนั้นจึงกลายมาเป็นปัญหาของสังคม เนื่องจากเด็กไม่สามารถขบคิดหาทางออกของปัญหาได้ จึงนำมาสู่การทำแท้งในที่สุด







