posttoday
โซตัสในรัฐสภา

โซตัสในรัฐสภา

28 พฤศจิกายน 2553

ว่ากันว่าแนวคิดโซตัสก็คือภาพสะท้อนของสังคมที่เน้นระเบียบกฎเกณฑ์ สังคมที่เน้นความเป็นต้นแบบ แบบรุ่นพี่รุ่นน้อง และที่สำคัญสังคมที่จะหล่อหลอมหรือสร้างพลังร่วม ที่เชื่อกันว่าจะทำให้สังคมพัฒนาไปได้....

ว่ากันว่าแนวคิดโซตัสก็คือภาพสะท้อนของสังคมที่เน้นระเบียบกฎเกณฑ์ สังคมที่เน้นความเป็นต้นแบบ แบบรุ่นพี่รุ่นน้อง และที่สำคัญสังคมที่จะหล่อหลอมหรือสร้างพลังร่วม ที่เชื่อกันว่าจะทำให้สังคมพัฒนาไปได้....

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“สส.เขาเอารองเท้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่มาอวดกันน่ะลูก?”

คือคำตอบที่ผู้เขียนบอกแก่ลูกชายวัยรุ่นที่ผู้เขียนพยายามกล่อมเกลาให้เขาเข้าใจมาโดยตลอดว่า ระบบรัฐสภาและการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดีงามและ “สวยงาม” อย่างไร จากที่เขาถามว่า “เขาจะขว้างรองเท้าใส่กันจริงๆ หรือ?”

โซตัสในรัฐสภา

ในวันที่ 25 พ.ย. ในการประชุมวันแรกของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้แก่โทรทัศน์ที่ถ่ายทอดทางอินเทอร์เน็ตแห่งหนึ่ง ร่วมกับท่านอาจารย์เดโช สวนานนท์ อดีต ส.ส.ร. ทั้งปี 2540 และ 2550 ซึ่งก็มีทัศนะที่หลายอย่างคล้ายกัน หรืออาจจะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องของรายละเอียดและการขยายความ

ต่อคำถามหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการได้ตั้งคำถามว่าในความคิดของเราทั้งสองนี้ ถ้าจะให้ประเทศไทยมีการปฏิรูปการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยจะต้องทำอย่างไร ท่านอาจารย์เดโชให้ความเห็นว่าต้องเริ่มจากการให้ความรู้หรือปฏิรูปการศึกษานั้นก่อน เพื่อที่จะเริ่มพัฒนาประชาธิปไตยตั้งแต่ระดับเด็กและครอบครัว ซึ่งผู้เขียนได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าจะต้องเริ่มที่ “ต้นแบบ” หรือตัวอย่างที่ดีด้วย รวมทั้งจะต้องมีกติกาที่ดี เช่น รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นด้วย

ที่ผู้เขียนเชื่อในทฤษฎี “ต้นแบบและกติกาที่ดี” ดังที่กล่าวมานี้ก็เพราะได้ซึมซับมาจากการมองไปที่สังคมรอบๆ จนเกิดความเชื่อขึ้นว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากการเลียนแบบ หรือ “จดจำ” เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยมากที่จะสามารถสร้างสรรค์หรือเกิดการคิดค้นทำอะไรได้ด้วยตนเอง ซึ่งเราเรียกเด็กเหล่านี้ว่า “อัจฉริยะ” และเช่นเดียวกัน สิ่งที่ผู้คนยอมรับและปฏิบัติตามก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่สังคมร่วมกำหนดขึ้น อันเป็น “บรรทัดฐาน” คือ “กติกามาตรฐาน” ในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ศาสนา จนกระทั่งกฎหมาย ซึ่งถ้าใครไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่า “แหกคอก” จนกระทั่งเป็น “กบฏ”

นักจิตวิทยาฝรั่งเรียกทฤษฎีนี้ว่า “Traits Theory” หรือถ้าจะเรียกแบบพระพุทธเจ้า

ก็คือ “กรรมทายาท” แปลได้ว่า มนุษย์เป็นผลจากกรรม หล่อเลี้ยงหรือเติบโตอยู่ด้วยกรรม และถูกกำหนดเป้าหมายหรือความเป็นไปด้วยกรรมนั้นแล ดังนั้นกรรมจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน คือต้องมีต้นแบบอันเป็นปัจจัย หรือมีสิ่งชี้นำที่จะเป็นสาเหตุให้มนุษย์เป็นไปได้ต่างๆ นานา และเช่นเดียวกันถ้าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงชะตา (ความเป็นไปในอนาคต) ก็ต้องเริ่มที่การเปลี่ยนกรรมที่เป็นต้นแบบหรือสิ่งชี้นำนั้นเสียก่อน

นักการเมืองท่านหนึ่งของอังกฤษกล่าวไว้นานแล้วว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทน(ราษฎร) ก็เป็นอย่างนั้น” แนวคิดนี้จึงสามารถอธิบายพัฒนาการของระบบการเมืองไม่ว่าในประเทศใดๆ ได้เป็นอย่างดีว่า ที่ระบบการเมืองของประเทศนั้นเป็นอย่างนั้น หรือพัฒนาได้ขนาด (หรือแค่) นั้น ก็เป็นเพราะคุณภาพของคนในสังคมประเทศนั้นๆ นั่นเอง ซึ่งในความคิดของผู้เขียนก็อยากให้มองไปอีกด้านหนึ่งด้วยว่า “นักการเมืองเป็นอย่างไร ประชาชนก็เป็นอย่างนั้น”

กลับมาที่ข่าวความวุ่นวายในรัฐสภาไทย ซึ่งไม่ใช่จะเพิ่งเกิดขึ้น (และก็มีคนเถียงด้วยว่าไม่ได้มีเฉพาะรัฐสภาไทย แต่ยังมีอีกหลายๆ แห่งทั่วโลก ที่แรงๆ ก็เช่น ไต้หวันและเกาหลี หรืออังกฤษก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ) แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ว่าระยะหลังมันรุนแรงมากขึ้น ลำพังความรุนแรง เช่น การด่ากันหยาบๆ คายๆ ก็เหลือจะทนอยู่แล้ว แต่ยังมีความ “ทุเรศ” ด้วยอากัปกิริยา “เลวๆ” เพิ่มเข้าไปอีก จึงทำให้เกิดความห่วงใยจนสุดจะทน เพราะกลัวผู้คนจะเลียนแบบ อย่างที่บรรดาลูกๆ ของเรากำลังถูก “หล่อหลอม” ด้วย “บรรทัดฐาน” เลวๆ แบบนี้

ผู้เขียนเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2519 อันเป็นยุคเสื่อมของระบบ “โซตัส” ซึ่งบ้างก็ว่าคงเป็นเพราะกระแส “เสรีภาพ” หลัง 14 ต.ค. 2516 ที่นิสิตจุฬาฯ ที่เบื่อหน่ายกับระบบอัน “กดขี่” นี้ได้พยายามต่อสู้มาในระหว่างนั้น

โซตัสมาจากคำย่อในภาษาอังกฤษ 5 ตัว ประกอบด้วย Spirit, Order, Tradition, Unity and Seniority รวมเป็น SOTUS แปลตามตัวเรียงตามลำดับได้ว่า จิตวิญญาณ ระเบียบวินัยประเพณี เอกภาพ และอาวุโส ซึ่งว่ากันว่าเป็นแนวคิดของคนอังกฤษที่ใช้เป็น “บรรทัดฐาน” ในสังคมการศึกษา โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย อย่างเช่นที่ ออกซฟอร์ด และเคมบริดจ์ จากนั้นก็แพร่ขยายไปในหลายๆ ประเทศที่คนที่สำเร็จการศึกษามาจากอังกฤษ

โซตัสเกิดขึ้นเพราะกิจกรรมกีฬาที่ต้องการจะสร้างความฮึกเหิม คือ Spirit หรือจิตวิญญาณที่อาจจะแปลได้ง่ายๆ ว่า “อารมณ์และพลังร่วม” ที่จะต้องมีการสร้างระเบียบวินัย คือ Order นั้นไว้คอยควบคุม สร้างให้เป็นการกระทำที่สืบเนื่อง เรียกว่าประเพณี หรือ Tradition โดยมุ่งผลที่จะให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คือเอกภาพ หรือ Unity โดยที่มีระบบอาวุโสหรือ Seniority นั้นคอยควบคุมอีกชั้นหนึ่ง

ว่ากันว่าแนวคิดโซตัสก็คือภาพสะท้อนของสังคมที่เน้นระเบียบกฎเกณฑ์ สังคมที่เน้นความเป็นต้นแบบ แบบรุ่นพี่รุ่นน้อง และที่สำคัญสังคมที่จะหล่อหลอมหรือสร้างพลังร่วม ที่เชื่อกันว่าจะทำให้สังคมพัฒนาไปได้ ดีกว่าต่างคนต่างทำ หรือต่างคนต่างอยู่

กลุ่มที่เคลื่อนไหวล้มล้างระบบโซตัสในมหาวิทยาลัยหลายคนภูมิใจว่า ได้สร้างเสรีภาพขึ้นในหมู่ปัญญาชน และหลายคนได้เข้าไปอยู่ในวงการเมือง ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าสภาพไร้ระเบียบที่เป็นอยู่ในระบบรัฐสภาไทยขณะนี้จะเป็นส่วนหนึ่งจากวัฒนธรรม “แอนตี้โซตัส” นั้นด้วยหรือเปล่า เพราะดูๆ ไปเหมือนอยากจะแสดงเสรีภาพจนเกินขอบเขต และการกระทำของนักศึกษาในครั้งนั้นก็ตามมาด้วยการรัฐประหารเลือดท่วมธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ต.ค. 2519

ผู้เขียนมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ในสภาพเริ่มต้นของระบบรัฐสภาไทยควรจะมีความเข้มงวดในการใช้กฎระเบียบ หรือการสร้าง “ต้นแบบที่ดี” เพื่อให้ผู้คนมองสภาด้วยความชื่นชม อาจจะไม่ถึงขั้นต้องนำระบบโซตัสทั้งหมดนั้นมาใช้ อาจจะเน้นเพียง 2-3 เรื่อง เช่น Spirit คือมี “จิตวิญญาณ” หรือจุดมุ่งหมายที่สร้างความดีนั้นเสียก่อน แต่ทั้งนี้ก็จะต้องมีการรักษากฎกติกาหรือ “Order” ต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างประเพณี “Tradition” อันดีงามให้แก่ระบบรัฐสภา

จึงขอประทานกราบเรียนท่านประธานนิสิต เอ๊ย ประธานรัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ได้โปรดใช้กฎกติกา “ข้อบังคับสภา” ที่มีอยู่ เชือดลิงให้ควาย เอ๊ย ไก่ ดูด้วยครับ!

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน