posttoday
29พ.ย.การเมืองยะเยือก ยุบ-ไม่ยุบ

29พ.ย.การเมืองยะเยือก ยุบ-ไม่ยุบ

28 พฤศจิกายน 2553

ใกล้ปิดฉากสำหรับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 29 พ.ย. และต้องลุ้นว่า จะอ่านคำวินิจฉัยในวันเดียวกันหรือไม่

ใกล้ปิดฉากสำหรับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 29 พ.ย. และต้องลุ้นว่า จะอ่านคำวินิจฉัยในวันเดียวกันหรือไม่

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ใกล้ปิดฉากสำหรับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 29 พ.ย. และต้องลุ้นว่า จะอ่านคำวินิจฉัยในวันเดียวกันหรือไม่

คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการต่อสู้ทางการเมืองของสองขั้วอำนาจ ระหว่างขั้วทักษิณกับขั้วไม่เอาทักษิณ โดยพรรคเพื่อไทยหวังจะเอาคืนพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนถูกคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ คณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) แต่งตั้งขึ้น และศาลรัฐธรรมนูญชุดต่อมาตัดสินยุบพรรคเนื่องจากทำผิดกฎหมายและทุจริตการเลือกตั้ง โดยตลอด 4 เดือนที่เริ่มไต่สวนพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ศาลรัฐธรรมนูญถูกกระแส “สองมาตรฐาน” กดดันอย่างหนักหน่วง

29พ.ย.การเมืองยะเยือก ยุบ-ไม่ยุบ

คดีดังกล่าวมีสองสำนวน คือ 1.การใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ 2.เงินบริจาค 258 ล้านบาท จาก บริษัท ทีพีไอ โพลีน

ทั้งสองสำนวนเริ่มมีการสอบสวนมาในช่วงปี 2551 สมัยพรรคพลังประชาชนกลับมาเป็นรัฐบาล หลังยุค คมช. โดยได้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เก็บข้อมูล สอบสวนข้อเท็จจริง กระทั่งได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอาผิดพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบเรื่องนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับยื่นเรื่องให้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์โดยยึดผลสอบของดีเอสไอ

สถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุจากม็อบเสื้อแดงที่กดดัน กกต.ทุกวิถีทาง ทั้งบุกไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อบีบให้ลงมติยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ กกต.ต้องกลับลำ จากเดิมนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองชี้ขาดยกคำร้องไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายต้องยอม จนมีมติให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหวังให้อุณหภูมิทางการเมืองลดลง

ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกมรสุมจากพรรคเพื่อไทยที่ออกมาโจมตี จาก “คลิป” สารพัดชุด โดย “คนในศาล” ร่วมมือกับ “คนนอก” ล่อซื้อ ถ่ายคลิปเพื่อฟ้องว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาเรื่องจริยธรรมและไม่เป็นกลาง ทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องถอนตัวไปถึง 3 คน ไม่ขอพิจารณาคดีเพื่อลดข้อครหา

การพิจารณาคดียุบพรรค เริ่มที่ “คดี 29 ล้านบาท” โดยศาลนัดกำหนดพยานในการสู้คดีใน 5 ประเด็น 1.กระบวนการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ตามคำร้องอยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ. 2541 หรือ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ. 2550 3.พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2548 เป็นไปตามแผนงานโครงการที่ขออนุมัติหรือไม่ 4.พรรคประชาธิปัตย์ทำรายการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2548 ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ 5.กรณีมีเหตุให้ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 หรือประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (คปค.) ฉบับที่ 27

ส่วนคดี “เงินบริจาค 258 ล้าน” ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายหลัง

การไต่สวนนัดแรกมีขึ้นวันที่ 9 ส.ค. แต่เนื้อหาในการพิจารณาคดีได้รวมประเด็น “เงินบริจาค 258 ล้าน” เข้าด้วยกัน

‘ประจวบ–สุชาติ’แฉเส้นทางเงิน

29พ.ย.การเมืองยะเยือก ยุบ-ไม่ยุบ

ฝ่าย กกต.ในฐานะผู้ร้อง ไต่สวนพยานทั้งหมด 16 ปาก พรรคประชาธิปัตย์ดูจะตกเป็นรองอยู่หลายขุม จากเงื่อนงำการโอนเงินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน มายังบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่นเชื่อมโยงกับเงินบริจาคและเงินกองทุนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะพยานปากสำคัญ ประจวบ สังข์ขาว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมซไซอะฯ ที่มีส่วนสำคัญต่อน้ำหนักในคดี จนมีข่าวว่าถูกซื้อตัวให้กลับคำให้การ ก่อนขึ้นเบิกความต่อศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายแม้ “ประจวบ” จะไม่กลับคำให้การ ยังได้แฉเส้นทางการเงินต่างๆ เชื่อมโยงประชาธิปัตย์

ก่อนมาตอกย้ำในนัดสุดท้ายด้วย “เทปลับ” ของ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวนคดีนี้ที่ แอบอัดการสนทนาของ “ประจวบ” ซึ่งระบุว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัญญัติ บรรทัดฐาน รู้เห็นการโอนเงินจากบริษัท ทีพีไอฯ มายังบริษัท เมซไซอะฯ และประชาธิปัตย์

การไต่สวนพยานทั้ง 16 ปากที่ผ่านมาของฝ่าย กกต. ได้แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการเงินที่ผิดปกติในหลายธุรกรรมการเงิน ซึ่งมีบริษัท เมซไซอะฯ เป็นตัวขับเคลื่อน

อีกด้านประชาธิปัตย์แก้เกมด้วยการพุ่งเป้าซักค้านไปที่การหักล้างพยาน เริ่มตั้งแต่คณะทำงานของ กกต. ที่พยายามสะท้อนให้เห็นว่าถูกแรงกดดันจาก “เสื้อแดง” ในส่วนดีเอสไอ ประชาธิปัตย์พยายามโยงให้เห็นถึง “อคติ” ที่มีต่อพรรคและความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยการไต่สวนพยานของพรรคประชาธิปัตย์มีทั้งหมด 14 ปาก นำโดย “อภิสิทธิ์-บัญญัติ”

ปชป.หักล้างดีเอสไอ–กกต.

คำแถลงปิดคดีของพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้ให้เห็นว่า “ดีเอสไอ” ไม่มีอำนาจสอบสวนและกระทำไปโดยอคติ เพราะทันทีที่ได้รับคำร้องเรียน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีดีเอสไอ ได้แต่งตั้ง พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักกิจการระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าพนักงานตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีนี้ ทั้งๆ ที่ พ.ต.อ.ทวี ย่อมทราบดีว่าจะต้องแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคารเป็นหัวหน้าพนักงานตรวจสอบในคดีนี้

ประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ให้น้ำหนักมากที่สุด คือ กกต.ไม่มีอำนาจฟ้องคดี เนื่องจากตามกฎหมายเป็นอำนาจของประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง

29พ.ย.การเมืองยะเยือก ยุบ-ไม่ยุบ

คำแถลงปิดคดีระบุว่า กกต.ต่างทราบและเข้าใจข้อกฎหมายส่วนนี้เป็นอย่างดีว่าอำนาจในการพิจารณายุบพรรคการเมืองนั้นเป็นอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งในการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2552 นายอภิชาต ประธาน กกต. มีความเห็นให้ยกคำร้องที่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองข้อหา แต่เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2553 นายทะเบียนพรรคการเมืองกลับไม่ทำความเห็นว่าสมควรจะยุบพรรคผู้ถูกร้องหรือไม่ จนที่ประชุม กกต. ได้ลงมติโดยเสียงข้างมากให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ การทำความเห็นและการลงมติของ กกต.ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้มติของ กกต.ที่ให้ยุบพรรคไม่มีผลตามกฎหมาย

ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

พรรคประชาธิปัตย์ยังได้บรรยายถึงการเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อแดงในคำฟ้องว่า วันที่ 5 เม.ย. นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนกลุ่มเสื้อแดงได้นำขบวนคนเสื้อแดงมายังสำนักงาน กกต. และขู่จะบุกเข้าไป พร้อมยื่นคำขาดว่า ในวันที่ 20 เม.ย. จะบุกมาที่ กกต. เพื่อมาฟังการยุบพรรคประชาธิปัตย์

หลังจากที่คนกลุ่มเสื้อแดงได้เดินทางมาปิดล้อม ข่มขู่ คุกคาม และยื่นคำขาดต่อ กกต. เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2553 ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ภายในไม่เกินวันที่ 20 เม.ย. 2553 ต่อมา กกต. ได้จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2553 อย่างเร่งรีบใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง แล้วลงมติเสียงข้างมากว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดทั้งสองข้อหาให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง

ทันทีที่ กกต. ได้แถลงข่าวการลงมติยุบพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันที่เวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และที่สี่แยกราชประสงค์ ได้โห่ร้องแสดงความยินดี โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวบนเวทีว่า นี่เป็นความสำเร็จของพวกเสื้อแดง

“ผู้ถูกร้องยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเลวร้ายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่เป็นที่น่าผิดหวังที่ กกต.กลับอ่อนไหว เกรงกลัวต่อการข่มขู่คุกคามของกลุ่มชนนอกกฎหมายขาดความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อหนีปัญหาการคุกคามของกลุ่มชนนอกกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นความมัวหมองที่เกิดขึ้นต่อขบวนการยุติธรรม และต่อ กกต. ที่พึงต้องรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลาง แต่กลับขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม ยอมตนให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย”

ผลตัดสินวันที่ 29 พ.ย. ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน ย่อมส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นอยู่ในขณะนี้แน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท