
ทีดีอาร์ไอเขย่าขวัญเศรษฐกิจ'54ขาลง
เศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายเริ่มแผ่วลงทีละน้อย หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ทั่วประเทศ สถานการณ์ในต่างประเทศก็ซ้ำเติมทั้งสงครามสองเกาหลีและปัญหาวิกฤตการเงินในยุโรป พ่วงด้วยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังมาสร้างความอลหม่านหลังจากนี้
เศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายเริ่มแผ่วลงทีละน้อย หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ทั่วประเทศ สถานการณ์ในต่างประเทศก็ซ้ำเติมทั้งสงครามสองเกาหลีและปัญหาวิกฤตการเงินในยุโรป พ่วงด้วยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังมาสร้างความอลหม่านหลังจากนี้
ล่าสุด สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอออกมาฟันธงว่า เศรษฐกิจไทยเดินมาถึงช่วง "ขาลง"แล้ว"หลายคนมองว่าเศรษฐกิจไทยจะลงลึกเลย แต่ส่วนตัวมองว่าแค่ขาลงอย่างเดียวก็เป็นปัญหาแล้ว"นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ กล่าว
สำหรับสาเหตุนั้นมาจากจีดีพีปี2553 ขยายตัวสูง แต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าจีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ได้ปรับตัวลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส หลังจากการลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐชะลอตัวลง
ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจากจีน อินเดีย และออสเตรเลีย ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจรวมทั้งยังเชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐและกลุ่มประเทศในยุโรปยังไม่ฟื้นตัว
"ภาครัฐต้องระวัง ในการบริหารนโยบายและติดตามสถานการณ์ให้ดีแม้การทำงบขาดดุลจะช่วยได้ แต่ต้องเร่งเบิกจ่ายให้เร็ว เพราะการส่งออกปีหน้าจะแผ่ว" นายฉลองภพ กล่าว
นอกจากนั้น รัฐบาลควรเน้นเรื่องการวางนโยบายระยะปานกลาง เพราะตอนนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนทิศทางการเดินของประเทศขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลงทุนขนาดใหญ่ยังมีอุปสรรคเรื่องขั้นตอนและกระบวนการที่ยุ่งยาก เพราะขาดการตรวจสอบโครงการที่โปร่งใส
ด้านนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรีผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ความเสี่ยงมหภาค ธนาคารทหารไทย เชื่อว่า ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน และทุกครั้งที่เลือกตั้ง รัฐบาลยิ่งต้องการทำให้เศรษฐกิจดี จะมีการเบิกจ่ายทั้งงบประมาณที่ช่วยเหลือน้ำท่วมงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งแต่ก็ขึ้นอยู่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อใด
"ความรู้สึกคิดว่ารัฐบาลคงพยายามยันไม่ให้เกิดการเลือกไว้นานที่สุด เช่น ให้ผ่านงบประมาณใหม่ก่อนยุบสภา อาจประมาณเดือน ต.ค. 2554 ทำให้ปีงบประมาณที่เหลือมีส่วนผลักดันเศรษฐกิจได้" นายเบญจรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าปีหน้ารัฐบาลยังคงเบิกจ่ายงบประมาณได้เต็มที่หลังจากที่ผ่านมาตัวเลขการเบิกจ่ายไม่ค่อยดีนัก
"รัฐบาลหักพวงมาลัยมาในด้านอุทกภัย แต่ก็ยังมีทิศทางที่ดีจากภาคเอกชน ตัวเลขการลงทุนขยายตัวดีขึ้นมาในไตรมาส 3" นายเบญจรงค์ กล่าว
ด้านนายเชาว์ เก่งชนกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยกล่าวว่า โจทย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ปีหน้ายังอยู่ที่การรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อ และค่าเงินบาท ไม่ได้มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ปีหน้าน่าจะเป็นวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ในขณะที่รัฐบาลต้องการประคับประคองเศรษฐกิจ
"ปีหน้านโยบายการเงินที่เคยผ่อนคลายมาก จะปรับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาฟองสบู่ ฉะนั้นหน้าที่จะตกอยู่ที่รัฐบาล อยู่ที่นโยบายการคลังเป็นหลักว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้าได้อย่างไร เพราะตัวช่วยอื่นชะลอหมด" นายเชาว์ กล่าว
งานนี้วัดฝีมือของ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าจะบริหารเศรษฐกิจขาลงอย่างไร และราบรื่นหรือไม่!!!







