
เสรีการค้าไทย – อียู เศรษฐกิจพุ่งปี๊ด คุณภาพชีวิตดิ่งเหว?
ข้อกังวลต่อการเปิดเจรจาเสรีการค้าระหว่างไทย – สหภาพยุโรป (อียู) ขยายวงกว้างขึ้นทุกขณะ แน่นอนว่าข้อตกลงอันใกล้นี้จะยังผลให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลในเชิงเศรษฐกิจ แต่ของฟรีไม่มีในโลกฉันใด ประเทศไทยย่อมต้องสูญเสียต้นทุนบางประการฉันนั้น
ข้อกังวลต่อการเปิดเจรจาเสรีการค้าระหว่างไทย – สหภาพยุโรป (อียู) ขยายวงกว้างขึ้นทุกขณะ แน่นอนว่าข้อตกลงอันใกล้นี้จะยังผลให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลในเชิงเศรษฐกิจ แต่ของฟรีไม่มีในโลกฉันใด ประเทศไทยย่อมต้องสูญเสียต้นทุนบางประการฉันนั้น
โดย..ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
แม้เวทีการเจรจาไทย-อียูจะยังไม่เปิดม่าน แต่เมื่อพิเคราะห์จากประสบการณ์ของประเทศคู่เจรจาอื่นๆ ที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะคะเนความน่าให้แก่อนาคตของประเทศไทย
ปมพิพาททางความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนี้แบ่งคู่ขัดแย้งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน ซีกหนึ่งเล็งผลเลิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซีกหนึ่งคัดค้านการเจรจาเนื่องจากมองว่ากลไกตลาดเสรีจะบั่นทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน
ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความวิตกจาก นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ถึงปัญหาการทะลักเข้าสู่ตลาดไทยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากยุโรปภายหลังกำแพงภาษีศุลกากรถูกทำลาย ในขณะที่ช่วงปลายสัปดาห์มีเสียงสะท้อนถึงสถานการณ์ การเข้าถึงยา ที่จะสาหัสขึ้นอีกมากหากการเจรจาไทย – อียูเกิดขึ้นจริง
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน เชื่อว่า หากมีการเจรจาเสรีการค้า ราคายาจะพุ่งสูงขึ้น และประเทศไทยคงไม่สามารถซื้อได้ เป็นเหตุให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงยาได้อีกต่อไป นั่นเป็นเพราะประเทศกลุ่มอียูจะบีบคู่เจรจาด้วย “ข้อตกลงที่เหนือกว่าความตกลงทริปส์”
ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการค้า (ความตกลงทริปส์ : TRIPS) ขององค์การการค้าโลกได้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับทุกประเทศทั่วโลกในการให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินทางปัญญา โดยกำหนดอายุสิทธิบัตรไว้ขั้นต่ำ 20 ปี พร้อมกำหนดให้มีการอนุมัติสิทธิบัตรแก่เทคโนโลยีทุกๆ แขนง นั่นหมายความว่ายาและอาหารจะก็จะถูกขอจดสิทธิบัตรได้
ในส่วนของสถานการณ์ยาประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ยังจำเป็นต้องพึ่งพายาจากบริษัทยาซีกตะวันตกโดยแนวโน้มคงสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างแล้วแม้ยาเหล่านั้นจะถูกตีตราด้วยสิทธิบัตรยาก็ยังมี “ทางออก” แก่ประเทศเล็กๆ นั่นคือการทำสิทธิบัตรเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล)
“ข้อตกลงอียูนี้จะมีการผูกขาดข้อมูลยาทำให้ยาไม่มีชื่อสามัญ เมื่อไม่มีชื่อสามัญก็จะทำซีแอลไม่ได้แม้ว่ายาเหล่านั้นจะหมดอายุสิทธิบัตรแล้วก็ตาม”กรรณิการ์กล่าวถึงความล่อแหลมของข้อตกลง
เอ็นจีโอรายนี้ อธิบายว่า กลุ่มประเทศอียูจะใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่าความตกลงทริปส์ คือบริษัทยายักษ์ใหญ่ต่างชาติจะผูกขาดข้อมูลทางยาได้ เช่น บริษัทยาเอ มียาต้นแบบชื่อสามัญโรคเอดส์ชื่อ “เอดส์เอ” ขณะที่บริษัทบี มียาชนิดเดียวกันชื่อสามัญ “เอดส์บี” เดิมทีประเทศไทยสามารถทำซีแอลเพื่อนำยา “เอดส์บี” เข้ามาขึ้นทะเบียนในประเทศได้ แต่หากประเทศไทยให้สิทธิในการผูกขาดข้อมูลทางยาแก่บริษัทยาเอแล้ว ประเทศไทยจะไม่สามารถนำเข้ายาจากบริษัทอื่นได้อีกนอกจากบริษัทยาเอ
“ยาก็จะแพงขึ้นเพราะถูกผูกขาด แล้วเราก็จะไม่สามารถทำซีแอลกับยาตัวอื่นๆ ได้เช่นกัน นั่นทำให้หลังจากนี้คนไทยจะเข้าถึงยาใหม่ๆ ได้ยากยิ่งขึ้น”กรรณิการ์ระบุ
ขณะที่ คาจาล บาร์ดวาจ์ นักกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวด้านสาธารณสุขประเทศอินเดีย มองว่า หากประเทศไทยลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี และถูกบีบด้วยกฎเกณฑ์ที่เหนือความตกลงทริปส์ก็จะเกิดปัญหาเรื่องการเข้าถึงยาอย่างแน่นอน
นักเคลื่อนไหวรายนี้ ยกตัวอย่างช่วงที่มีการระบาดของเชื้อเอดส์ จะเห็นว่าทั่วโลกมีการนำเข้ายาในปริมาณน้อย เนื่องจากไม่สามารถสู้กับราคาได้ ในส่วนของประเทศไทยเองมีการตัดสินใจให้ทำสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) ทำให้ราคาลดลงและประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น แต่หลังจากนี้ประเทศไทยอาจจะไม่สามารถทำซีแอลได้แล้ว หากมีการผูกขาดข้อมูลทางยา
“เมื่อก่อนยาสำหรับโรคเอดส์มีราคา 1 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี แต่หลังทำซีแอลราคาเหลือเพียง 80 เหรียญต่อคนต่อปี ที่น่าเป็นห่วงคือในอนาคตหากไม่สามารถทำซีแอลได้ ระบบหลักประกันสุขภาพไทยจะซื้อยากันไหวหรือไม่”น.ส.คาจาลแสดงความเป็นห่วง
หากเป็นไปตามที่กรรณิการ์บอก คำถามคือยังสมควรจะเจรจากันต่อไปหรือไม่
“หลังจากที่คณะรัฐมตรีตั้งคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาจากทุกภาคส่วน โดยมีการรับฟังแล้วทั่วประเทศกว่า 20 ครั้ง ซึ่งผลการรับฟังได้จัดทำเป็นายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง”จักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา อธิบายขั้นตอนก่อนการเจรจา
จักรชัย ตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างที่รายงานดังกล่าวรอเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีความพยายามจากรัฐมนตรีช่วยท่านหนึ่ง นำร่างกรอบการเจรจาฉบับที่ทำแล้วเสร็จเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน
“ยังไม่มีใครเห็นร่างนี้เลย และร่างดังกล่าวก็ไม่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของใคร”ผู้ประสานงานโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนาท้วงติง
เชื่อว่าความสมดุลระหว่างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนคู่ขนานไปพร้อมกันได้ รัฐบาลควรแสดงจุดยืนและสร้างความชัดเจนในประเด็นนี้ก่อนจะเปิดโต๊ะเจรจา







