
ผูกเงินบาทติดกับหยวนคิดดี...ทำตอนนี้ยาก
แนวคิดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้แจ้งว่าได้หารือและเสนอให้ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี)
แนวคิดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้แจ้งว่าได้หารือและเสนอให้ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แนวคิดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้แจ้งว่าได้หารือและเสนอให้ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้มีการศึกษาถึงปัญหาค่าเงิน และใช้เงินหยวนเป็นค่าเงินในเอเชีย เพราะเห็นว่าเป็นทางออกทางหนึ่งในการที่จะแก้ปัญหาค่าเงินในขณะนี้ได้
จึงเสนอให้มีการใช้เงินสกุลอื่นมาใช้ในการค้าในภูมิภาคอาเซียนในที่ประชุมที่ฮานอย เวียดนาม กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่ผู้ส่งออก และธุรกิจการเงินอย่างกว้างขวาง
หลายคนเห็นว่า ปัจจุบันไทยใช้เงินเหรียญของสหรัฐเป็นหลักในการค้าขายและการกำหนดราคากันค่อนข้างมาก
แต่เงินหยวนของจีนเพิ่งจะโผล่ขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีการใช้ในวงจำกัด
ที่สำคัญ ปริมาณเงินในตลาดมีน้อยมาก การกำหนดราคาจึงยาก
เพราะค่าของเงินตรานั้นเหมือนกับตลาดสด แม้จะมีของดีแค่ไหน แต่ถ้าผู้ค้าและผู้ซื้อไม่มาบรรจบกัน คนสร้างตลาดและแม่ค้าที่นำของมาขายก็เจ๊งได้ในเวลาไม่นาน
แต่ต้องยอมรับว่า ค่าเงินหยวนในปัจจุบันนั้นก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างโดดเด่นในตลาดโลก
หากไม่มีการปรับตัว เชื่อว่าไม่ช้านานก็ขยับไล่ไม่ทันคู่แข่ง
โดยหากนับตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 2553 ที่ธนาคารกลางของจีนปรับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น จากเดิมที่จีนบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้เคลื่อนไหวอยู่ในระดับคงที่ที่ 6.83 หยวนต่อเหรียญสหรัฐมานานกว่า 2 ปี
ผลกระทบของการปรับค่าเงินดังกล่าวจึงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
เพราะนับตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. เป็นต้นมา ธนาคารกลางจีนได้ประกาศลดค่ากลางของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนต่อเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนที่ 0.5%
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเมื่อค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐจะปรากฏให้เห็นด้านต่างๆ ดังนี้
ด้านการเงิน การประกาศว่าจะดำเนินนโยบายค่าเงินที่ยืดหยุ่นมากขึ้นของจีน ได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนในภูมิภาคในทันที
กล่าวคือ จากการที่ธนาคารกลางจีนได้มีการกำกับดูแลการซื้อขายเงินหยวนอย่างเคร่งครัด ทำให้นักลงทุนในตลาดเงินที่ต้องการลงทุนในค่าเงินหยวนหันมาซื้อขายเงินตราสกุลอื่นๆ ที่ใกล้เคียง (Proxy Trading) ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินสกุลต่างๆ ในภูมิภาค รวมทั้งค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามการคาดการณ์ของนักลงทุนว่า ธนาคารจีนจะปรับค่าเงินหยวนแข็งขึ้น
นอกจากนี้ ยังพบว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคมีความผันผวนมากยิ่งขึ้นในช่วงดังกล่าว
ด้านการค้า ผลกระทบผ่านช่องทางการค้าระหว่างไทยและจีนจะส่งผลให้ไทยส่งออกสินค้าไปยังจีนได้มากขึ้น เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคาของบาทต่อหยวนก็จะปรับตัวดีขึ้น โดยในปี 2552 การส่งออกของไทยไปยังจีนคิดเป็นสัดส่วนที่ร้อยละ 10.6 ของการส่งออกของไทยโดยรวม
ดังนั้น หากค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเทียบกับค่าเงินหยวน ความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคาของบาทต่อหยวนก็จะปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย อันจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของประเทศไทยในระยะปานกลาง จากความได้เปรียบทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งจะส่งผลให้จีนมีกำลังการนำเข้าจากไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ ความได้เปรียบด้านราคาที่เพิ่มมากขึ้น อาจจะส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่เป็นคู่ค้าของจีนได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่ค้าสองอันดับแรกของจีน และเมื่อพิจารณาจากประเภทของสินค้า 10 อันดับแรกของไทยและจีนที่ส่งออกไปสู่ตลาดโลกในปี 2552 พบว่าไทยและจีนเป็นคู่แข่งทางการค้าของสินค้าประเภทเหล็ก เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก
อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นก็จะส่งผลทำให้มูลค่าสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนมีมูลค่าสูงขึ้นด้วย เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าจากจีนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 10.7% ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของไทยในปี 2552
นอกจากนี้ หากค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นก็จะทำให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยจากภูมิภาคเอเชียสูงขึ้นตามไปด้วย
ผลกระทบต่อไทยเมื่อค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นต่อดุลการค้าของไทย จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งผลกระทบด้านราคาของสินค้านำเข้าและปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนม.ค.พ.ค. 2553 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว
ด้านการลงทุน คาดว่าการลงทุนจากจีนเพิ่มมากขึ้นเมื่อค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการลงทุนโดยตรงสุทธิจากจีนในไทยมีสัดส่วนที่น้อยคิดเป็นเพียง 0.5% ของการลงทุนโดยตรงสุทธิทั้งหมด โดยในปี 2552 การลงทุนโดยตรงสุทธิจากจีนมายังไทยมีมูลค่า 69.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านการท่องเที่ยวนั้นประเมินว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยจะได้รับอานิสงส์จากค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากจีนคิดเป็น 5% ของจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของไทยในปี 2552 โดยในปี 2552 ได้มีนักท่องเที่ยวจากจีนกว่า 7.8 แสนคนเข้ามาในไทย
นี่คือผลข้างเคียงของการนำเงินบาทไปอิงกับค่าเงินหยวน ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังประเมินไว้
นอกจากนี้ หากพิจารณาในกระบวนการปรับเปลี่ยนการถ่วงน้ำหนักของตะกร้าเงิน เพื่อใช้เงินหยวนของจีนมาถ่วงดุลเงินเหรียญสหรัฐที่นับวันจะผันผวนหนักจนถึงตอนนี้เงินบาทของไทยแข็งค่าพรวดพราดขึ้นมาแล้ว 7-8%
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า เงินหยวนมีสภาพคล่องทางการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างจำกัด โดยจีนจะควบคุมการนำเงินออกนอกประเทศ แม้ทางการจีนจะมีความพยายามให้เกิดตลาดออฟชอร์ที่ค้าเงินหยวน เพื่อให้ผู้ส่งออกและนำเข้าได้ชำระค่าสินค้าเป็นเงินหยวน
แต่ต้องยอมรับว่าการที่ธุรกิจมีข้อจำกัด และถูกควบคุมโดยหน่วยงานกลางของจีน ก็ทำให้การค้าขายที่เป็นเงินหยวนโดยตรงอยู่ในวงจำกัด
เรียกว่าไม่ป๊อปปูลาร์
ซึ่งในตลาดค้าเงินตรานั้น หากสกุลเงินใดมีข้อจำกัดมาก สภาพคล่องก็จะต่ำ เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่ปัจจุบันมีสภาพคล่องสูงมาก
เมื่อเงินสกุลนั้นมีสภาพคล่องต่ำ การถือครอง หรือจะหาเงินสกุลนั้นเพื่อให้ลูกค้าก็จะไม่มากตาม
ทั้งนี้ เพราะในตลาดการค้าต่อให้ลูกค้านำเข้าและส่งออกใช้เงินหยวนในการซื้อขายสินค้า ธนาคารพาณิชย์ก็ต้องหาเงินหยวนให้กับลูกค้า แต่ก็ไม่สะดวกเท่ากับเงินที่มีสภาพคล่องสูงกว่าอย่างเงินเหรียญสหรัฐ ที่ใช้ซื้อขายกับใครก็ได้
ในทางกลับกันเงินหยวนที่ธนาคารพาณิชย์หามาให้ลูกค้า อาจใช้ได้กับลูกค้าเพียงบางรายเท่านั้น ที่เหลือคนไม่ใช้ เพราะไม่ยอมรับ
ฉะนั้น การใช้สกุลเงินหยวนเป็นสกุลหลักในการค้าขาย หรือการจะให้ธนาคารพาณิชย์ถือครองเงินหยวนคราวละมากๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะจีนก็มีการกำหนดปริมาณการค้าขายที่ใช้สกุลเงินหยวนโดยตรง
นอกเสียจากอนาคตจีนจะคลายเงื่อนไขในอนาคต ทำให้สกุลหยวนมีสภาพคล่องมากกว่านี้ในระยะกลาง และระยะยาว แต่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้
ดังนั้น ในสถานการณ์ที่ปริมาณเงินหยวนในตลาดต่างประเทศมีไม่มาก แถมจีนยังมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ได้เปิดเสรีเหมือนสหรัฐและยูโร
การที่จะทำให้หยวนเป็นสกุลเงินที่เป็นสากลที่ไทยสามารถใช้เป็นเรือธงในการรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและไม่รู้ว่าสหรัฐอเมริกาจะกระโดดออกมาปั๊มเงินเหรียญสหรัฐออกมาอีกมากน้อยเพื่อดูแลบ้านตัวเองโดยไม่สนประเทศอื่น รัฐบาลจีนจะต้องเปิดเสรีเงินหยวนเสียก่อน
เมื่อนั้นการอิงแอบแนบชิดกับเงินหยวนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงจะทรงคุณค่า
แต่เราจะไม่ปรับตัวก็ไม่ได้ เพราะในไม่ช้าจีนจะผงาดมาครองโลกแน่ แต่การใช้ต้องไม่ใช่จังหวะนี้...







