
เสร็จศึกรธน.เผชิญศึก ยุบปชป. 29 พ.ย.ระทึกคำตัดสิน
แม้จะวุ่นสำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นระบบเลือกตั้ง แต่ก็ถือว่ารัฐสภาได้รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการแล้ว
แม้จะวุ่นสำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นระบบเลือกตั้ง แต่ก็ถือว่ารัฐสภาได้รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการแล้ว
โดย...ทีมข่าวการเมือง
แม้จะวุ่นสำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นระบบเลือกตั้ง แต่ก็ถือว่ารัฐสภาได้รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการแล้ว
หลังจากนี้เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญยุติลงระดับหนึ่ง รอคณะกรรมาธิการที่รัฐสภาตั้งขึ้นพิจารณาเนื้อหาก่อนเสนอกลับมาขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาในต้นปีหน้า
พรรคร่วมรัฐบาลกลับมารักอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้ของขวัญปีใหม่ที่รอคอยมานาน คือ การแก้ไขระบบเลือกตั้ง สส. เป็นเขตเดียวคนเดียว “เสถียรภาพรัฐบาล” จากนี้จึงเชื่อว่า จะกลับมาราบรื่น ไม่ขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา
แต่ใช่ว่าสถานการณ์ประเทศไทยจะเรียบร้อยในบัดดล ยังเหลือปรมาณูลูกใหญ่อีก คือ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่นับถอยหลังเร็วกว่าที่คาด
วันจันทร์ที่ 29 พ.ย. เวลา 09.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดคู่ความแถลงปิดคดีด้วยวาจา โดย “ชวน หลีกภัย” หัวหน้าทีมต่อสู้คดียุบพรรคจะเป็นผู้แถลงปิดคดี หลังจากการไต่สวนปากสุดท้ายปิดฉากไปเมื่อวันที่ 18 ต.ค.
ข่าวสะพัดว่า เมื่อการแถลงปิดคดีเสร็จสมบูรณ์ในช่วงเช้า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดียุบพรรค รวดเร็วทันใจในช่วงบ่ายวันเดียวกัน
ความอึมครึมในชะตากรรมของพรรคประชาธิปัตย์ กับ สองสำนวนคดี 1.คดีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท 2.คดีเงินบริจาคทีพีไอ 258 ล้านบาท ว่าจะถูกยุบหรือไม่ อภิสิทธิ์จะตกเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เรื่อยไปถึงจะมีการจับขั้วเปลี่ยนรัฐบาล หรือไม่อย่างไร การเมืองไทยที่ยังวุ่นวาย ซับซ้อน จะเดินไปในทิศทางใด จะชัดเจนหลังทราบผลคดียุบพรรคที่จะมีขึ้น
แต่หากวันที่ 29 พ.ย.นี้ ยังไม่มีคำตัดสินเพราะดูกระชั้นเกินไป เนื่องจากเพิ่งแถลงปิดคดีเสร็จสดๆ ร้อนๆ หากมีคำวินิจฉัยทันทีก็ดูกระไรอยู่ อีกแนวทางคือ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีเวลาอ่านคำตัดสินคาดว่าไม่เกินวันที่ 15 ธ.ค.
เหตุหนึ่งที่เชื่อว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยในบ่ายวันที่ 29 พ.ย. เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องการลดคำครหาเรื่อง “สองมาตรฐาน” เมื่อปี 2550 ที่เคยอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยทันทีหลังจากมีการแถลงปิดคดีของผู้ถูกร้องในช่วงเช้า ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในช่วงบ่าย ขณะเดียวกัน การไต่สวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของทั้งสองฝ่ายก็เสร็จสิ้นมาเดือนกว่า ข้อมูลจึงมากพอที่จะตัดสินคดีได้
คำตัดสินที่จะออกมามีอยู่ 3 แนวทาง
1.ตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ และตัดสิทธิเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเกิดเหตุ หนึ่งในนั้นมีอภิสิทธิ์รวมอยู่ด้วย
2.ไม่ยุบพรรค แต่วินิจฉัยลงโทษ และกรรมการบริหารพรรคบางรายที่เกี่ยวข้อง
3.ยกคำร้องไม่ยุบพรรค และไม่ตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรค
ผลพวงจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผลกระทบ 2 ด้าน
หนึ่ง หากยุบพรรค ยุบคน อภิสิทธิ์หลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโกลาหลภายในรัฐบาล ไม่ว่า การฟอร์มรัฐบาล เฟ้นหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตัวเต็งจากพรรคประชาธิปัตย์อย่าง ชวน หลีกภัย กรณ์ จาติกวณิช หรือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ คนกลางสองขั้วที่เดินสายปรองดองอยู่ล้วนมีโอกาสทั้งนั้น ส่วนแรงกดดันนอกสภาจากคนเสื้อแดงที่จ้องขย่มจากประเด็นสองมาตรฐาน ก็อาจลดลง
สอง ในทางกลับกัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์รอด เสถียรภาพรัฐบาลจะเข้มแข็งแน่ เพราะทั้งพรรคร่วมเพิ่งได้ “สว่านเจาะเพื่อไทย” จากอภิสิทธิ์ ที่ได้แก้ระบบเลือกตั้งเป็นเขตเดียวคนเดียวตามที่ต้องการ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็พ้นบ่วงกรรม เรียกได้ว่า สมประโยชน์สมานฉันท์กันหมด
แต่พลังกดดันนอกสภาจากคนเสื้อแดงก็จะโหมกระพือขึ้น “เข้าทาง” ที่พรรคเพื่อไทยที่ลึกๆ แล้วไม่ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ เพราะหวังใช้ประเด็นนี้สุมไฟกระแทกเรื่อง “สองมาตรฐาน” กับคนเสื้อแดงและรากหญ้าเพื่อให้เกิดความเคียดแค้นกับความไม่เป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งจะทำให้พรรคเพื่อไทยหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าง่ายขึ้น
บทพิสูจน์ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมซ้อมใหญ่ คือ สนามเลือกตั้งซ่อม 5 เขต ในวันที่ 12 ธ.ค. แยกเป็น กทม. 1 ภาคอีสาน 3 และภาคกลาง 1 หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีในวันที่ 29 พ.ย.นี้ก่อนวันเลือกตั้งซ่อม โดยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเอื้อต่อพรรคเพื่อไทยที่จะกวาดที่นั่งได้ถึง 4 ที่ตามเป้าไม่ยาก
ผลพวงกรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จะเร่งให้อุณหภูมิการเมืองระอุขึ้น จากแรงเขย่าของ “ทักษิณ ชินวัตร” พรรคเพื่อไทย เสื้อแดง
เป้าหลัก คือ ทำลายศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนวดด้วยคลิปเป็นระลอก จากฝีมือไส้ศึกคนในศาลรัฐธรรมนูญ “พสิษฐ์ ศักดาณรงค์” อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ล่อซื้อถ่ายทำคลิปกับคนประชาธิปัตย์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวอร์ชันยุบพรรค และฉบับโกงข้อสอบ โดยพรรคเพื่อไทยออกมารับลูก เปิดโปงตอกย้ำเรื่องคลิปจนถูกมองว่าเป็นขบวนการดิสเครดิตศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อคดียุบพรรคมีเดิมพันสูงทั้งสองฝ่าย ก็ต้องแลกกับ “ต้นทุน” ทั้งของพรรคประชาธิปัตย์และของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ว่าออกหัวหรือก้อยก็วินๆ ทั้งสองด้าน
อย่างไรก็ตาม หลังจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกพาดพิงจากข้อกล่าวหาเรื่องโกงข้อสอบ ล่าสุด 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฟ้องกลับ “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย และพสิษฐ์ ศักดาณรงค์
คำฟ้องของ “จรูญ อินทจาร” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พบข้อมูลอีกด้าน สรุปได้ว่า การจัดทำคลิปทั้งหมด เป็นขบวนการแบล็กเมย์ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่ามีการโยงใยยังพรรคการเมืองใหญ่ อดีตผู้นำฝ่ายบริหาร อดีตทนายความของอดีตผู้นำฝ่ายบริหาร ทนายความของอดีตผู้นำฝ่ายบริหาร ภรรยาของอดีตผู้นำฝ่ายบริหาร ที่ใช้คลิปมาแบล็กเมย์ข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
จริงหรือไม่ต้องพิสูจน์กันในศาล แต่ระดับตุลาการฟ้องเอง น่าจะมีน้ำหนักและพยานหลักฐาน นี่กำลังเป็นหนังอีกม้วนที่ดูเหมือนกำลังย้อนเกล็ดพรรคสีแดง
เดิมพันสูง ไม่เฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ต้องอาบเลือด แต่พรรคเพื่อไทยเองบาดเจ็บไม่น้อย เผลอๆ อาจมีการยื่นยุบพรรคกันอีกรอบ







