
ดีเอสไอส่ง89ศพให้นครบาลสอบเพิ่มเติม
ดีเอสไอส่งสำนวนคดี89ศพให้นครบาลสอบเพิ่มเติม13ศพร่วมกับอัยการเพราะการชันสูตรพลิกศพยังไม่ชัดเจนถึงเหตุแห่งการตายว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายใด
ดีเอสไอส่งสำนวนคดี89ศพให้นครบาลสอบเพิ่มเติม13ศพร่วมกับอัยการเพราะการชันสูตรพลิกศพยังไม่ชัดเจนถึงเหตุแห่งการตายว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายใด
วันนี้ (25 พ.ย.) เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมปารุสกวัน 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. พร้อมพ.ต.อ.วราวุธ ทวีชัยการ รองผบก.น.5 เรียกประชุมพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีสอบสวนการชันสูตรพลิกศพ กรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.).ในพื้นที่ บก.น.1,5และ 6
พล.ต.ต.อำนวย กล่าวก่อนการประชุมว่า หัวพนักงานสอบสวนระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษา สบ 10 และ พล.ต.ท. ชัชวาลย์ สุขสมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผช.ผบ.ตร.) ซึ่งอยู่ในคณะพนักงานสอบสวนด้วย ขณะนี้เป็นสำนวนชันสูตรพลิกศพ ยังไม่ใช่คดีหลัก ไม่ใช่คดีอาญาที่จะกล่าวหาว่าใครผิดหรือถูก ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้รับผิดชอบเพราะยกฐานะเป็นคดีพิเศษ ในส่วนของการตายที่เกิดขึ้นกฎหมายกำหนดแยกเฉพาะว่าให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่ศพเสียชีวิตเป็นผู้ทำสำนวนการชันสูตรศพ ส่วนการชันสูตรศพนั้นจะเป็นการพิสูจน์ว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายเมื่อไหร่ ตายอย่างไร แต่ไม่ใช่คดีที่ว่าจะระบุได้ว่าใครผิดหรือถูก
“สำหรับ 89 หรือ 91 ศพทั่วประเทศ เฉพาะใน บช.น.มี 89 ศพ ดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการอยู่ มีเฉพาะ 13 ศพ ที่ดีเอสไอเห็นว่าการชันสูตรพลิกศพยังไม่สมบูรณ์และไม่ชัดเจนว่าการตายเป็นการกระทำจากฝ่ายใด จึงส่งสำนวนกลับมาให้พนักงานสอบสวนของบช.น.ทำการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุการตายว่ามาจากใคร ไม่ว่าจะเป็นไอ้โม่ง หรือจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือจากเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยรับสำนวนนี้มาทำสอบสวนเพิ่มเติม โดยมี พล.ต.อ.เอก เป็นหัวหน้าคณะสอบสวน” พล.ต.ต.อำนวย กล่าว
รองผบช.น. กล่าวต่อไปว่า การสอบสวนเพิ่มเติมนั้นจะทำโดย สน.ในพื้นที่เกิดเหตุซึ่งอาจต้องตรวจสอบพิสูจน์เพิ่มเติม ต่อไป แต่ถ้าคดีมีความชัดเจนไปทางใดทางหนึ่งขั้นตอนต่อไปคือ ถ้าหากไม่ปรากฏชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็จะส่งสำนวนไปรวมกับคดีหลักที่ดีเอสไอทันที แต่ถ้าหากคดีใดมีหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตายขั้นตอนก็จะแตกต่างไป คือต้องส่งสำนวนนั้นไปทำการไต่สวนที่ศาลและเมื่อศาลมีคำสั่งจึงจะสามารถนำสำนวนไต่สวนไปรวมกับคดีหลักที่ดีเอสไอ ซึ่งมีข้อแตกต่างกันเท่านี้
หากคดีไม่แน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็จะส่งสำนวนไปทันทีแต่หากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องก็ต้องส่งสำนวนไปที่ศาลพิจารณาเพิ่มเติม การไต่สวนที่ศาลก็ไม่ใช่ว่าจะตัดสินได้ว่าใครผิดหรือถูก ศาลอาจจะระบุเพียงว่าผู้ตาย ตายที่ไหน ตายอย่างไร ตายเมื่อไหร่ จากนั้นนำความเห็นของศาลมารวมกับคดีอาญาหลักเพื่อพิจารณา ทั้งหมดเป็นเรื่องของการชันสูตรพลิกศพแบบพิเศษและธรรมดา
พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อไปว่า การสอบสวนกรณีดังกล่าวตามกฎหมายใหม่ ป.วิอาญา มาตรา 155/1 จะต้องให้อัยการเข้าร่วมสอบสวนด้วย คาดว่าสัปดาห์หน้าหลังจากที่ดูสำนวนแล้วจะเชิญอัยการเข้ามาร่วมสอบสวนด้วยทุกคดี จะต้องทำให้ละเอียดรอบคอบรัดกุม รับประกันได้ว่าเมื่อได้ร่วมกันสอบสวนหลายฝ่ายเช่น ดีเอสไอ อัยการ ตำรวจ คดีต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันแน่นอน ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างไรก็ต้องปรากฏเช่นนั้น
แต่ปัญหาของการทำสำนวนเรื่องคดีนี้มันยากกว่าคดีทั่วไปคือทางพนักงานสอบสวนไม่สามารถเข้าถึงที่เกิดเหตุได้แม้แต่คดีเดียว เพราะศพถูกเคลื่อนย้าย สถานที่เกิดเหตุไม่ชัดเจน บางที่เกิดเหตุก็นำศพมาเรียงกันหมด เพราะฉะนั้นการทำสำนวนที่เกิดเหตุเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด ยกตัวอย่าง คดียิงเสี่ยเครื่องถม ที่ สน.หลักสอง ตนไปดูที่เกิดเหตุเอง ถ้าไม่ได้จากสถานที่เกิดเหตุก็ไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดข้อหนึ่งแต่เจ้าหน้าที่ก็จะต้องทำให้ได้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป







