
หนุน2ขั้วตั้งรัฐบาล เศรษฐกิจปีหน้าปึ้ก
ปรีดิยาธร มองความขัดแย้งไม่กระเทือนเศรษฐกิจ เสนอโมเดลใหม่ดึง 2 พรรคใหญ่ร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
ปรีดิยาธร มองความขัดแย้งไม่กระเทือนเศรษฐกิจ เสนอโมเดลใหม่ดึง 2 พรรคใหญ่ร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยในการสัมมนาประจำปีของสมาคมเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมในปี 2554 จะไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนอยู่แล้ว ไม่ว่าการเมืองเป็นอย่างไร เศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าได้ตามศักยภาพ
“หลังการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ผมอยากเห็นสองขั้วพรรคใหญ่รวมกันเป็นรัฐบาล เพื่อให้เกิดความปรองดองประมาณ 2-3 ปี เพื่อจัดทำแผนรับมือและพัฒนาประเทศ แต่ก็ขึ้นกับความใจกว้างของผู้นำด้วย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบทางการเมืองโดยตรง ซึ่งหากการประท้วงช่วงปลายไตรมาส 4 ไม่มีความรุนแรง ก็เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะสามารถเติบโตได้
ทั้งนี้ การบริโภคเอกชนที่จะเป็นหลักของเศรษฐกิจปีหน้า ได้อานิสงส์จากรายได้ภาคเกษตรที่สูงขึ้น ทั้งมันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้การบริโภคขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปีนี้ที่มีการบริโภคสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่ต้องระวังในปีหน้าคือเสถียรภาพทางการเงิน เนื่องจากภาครัฐจะมีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลสวัสดิการทั้งคนแก่ คนพิการ ซึ่งไม่ใช่โครงการประชานิยมแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องและรัฐบาลต้องดำเนินการ
“รัฐบาลจะต้องมีการปรับเปลี่ยนการจัดหารายได้หรือภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย” นายไตรรงค์ กล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความขัดแย้ง” ว่า เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง อาทิ ค่าเงินบาท ซึ่งรัฐบาลจะไม่ตรึงค่าเงิน แต่จะเข้าไปแก้ไขอุตสาหกรรมรายสาขา
พร้อมเร่งดึงธุรกิจเอสเอ็มอีให้ได้ประโยชน์จากประชาคมอาเซียน (AEC) มากที่สุด
สำหรับปัญหาภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง เตรียมประสานสำนักงบประมาณเพื่อดึงเงินงบเหลื่อมปีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากว่า 5 หมื่นล้านบาท







