
มือถือจ่อขึ้นราคา
ประชาชนผู้ใช้มือถือรับกรรม สรรพสามิตชงคลังรีดภาษีค่าโทรศัพท์ส่งเอสเอ็มเอส 3% โกยรายได้ปีละ 2 หมื่นล้าน
ประชาชนผู้ใช้มือถือรับกรรม สรรพสามิตชงคลังรีดภาษีค่าโทรศัพท์ส่งเอสเอ็มเอส 3% โกยรายได้ปีละ 2 หมื่นล้าน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ก่อนสิ้นปีนี้กรมสรรพสามิตจะเสนอเรื่องให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พิจารณาการเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมจากการใช้โทรศัพท์มือถือ และบริการส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) จากผู้ใช้บริการในอัตรา 3% จากฐานภาษีที่ให้เก็บ 10% คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2549 เคยมีการเก็บภาษีสรรพสามิตจากการใช้โทรศัพท์มือถือในอัตรา 10% ทำให้มีรายได้ภาษีปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ได้ยกเลิกไปเพราะปัญหาทางการเมือง
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สาเหตุที่เสนอให้เก็บภาษีสรรพสามิตจากค่าบริการใช้โทรศัพท์มือถือ และบริการเอสเอ็มเอส เพราะปัจจุบันเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือรูปแบบหนึ่งที่มีการใช้จำนวนมากโดยเฉพาะเด็กนักเรียน นักศึกษา
ขณะที่การใช้เอสเอ็มเอสถูกนำไปใช้ในการพาณิชย์กันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะทายผลฟุตบอล ทายผลการแข่งขันประกวดต่างๆ ซึ่งมีค่าบริการต่อครั้งสูงตั้งแต่ 615 บาท จึงเสนอให้เก็บจากยอดรวมที่ใช้
อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีครั้งนี้ยังจะไม่ครอบคลุมไปถึงการให้บริการอินเทอร์เน็ตบนมือถือ
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า รัฐบาลควรศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และต้องยอมรับว่าโทรคมนาคมไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคแล้ว ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ภาระย่อมตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้จ่ายภาษีให้กับรัฐในอัตราที่ถือว่าสูงอยู่แล้ว ทั้งส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน ค่าใบอนุญาตให้กับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นต้น
“เราคงต้องดูความชัดเจนของแนวทางครั้งนี้ก่อน แต่สิ่งที่เห็นว่ารัฐบาลควรทำคือต้องดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ถ้ารัฐบาลต้องการหารายได้ การนำสินค้าใต้ดินขึ้นมาทำให้ถูกกฎหมาย แล้วจัดเก็บภาษีน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะสินค้าโทรคมฯ วันนี้ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยแล้ว และเราก็จ่ายภาษีในอัตราที่น่าจะพอแล้ว” นายวิเชียร กล่าว
ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกลยุทธ์และกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลหารือ หรือขอความเห็นจากภาคเอกชน นักวิชาการ และประชาชน ก่อนที่จะได้มีการประกาศใช้แผนดังกล่าวจริง เนื่องจากเวลานี้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยก็บอบช้ำอยู่แล้ว ถ้าการจัดเก็บนี้รัฐบาลต้องการให้คนใช้งานลดลงเพราะเป็นของฟุ่มเฟือย คงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทจ่ายภาษีให้รัฐหลายทาง ได้แก่ ส่วนแบ่งรายได้สัมปทานที่ปัจจุบันอยู่ในสัดส่วน 25% และจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2554 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ค่าอัตราเลขหมาย 2 บาทต่อเดือนต่อเบอร์ให้กับกทช. และภาษีนิติบุคคล ซึ่งรวมแล้วสูงกว่าภาษีสุรา
แหล่งข่าววงการโทรคมนาคม กล่าวว่า อดสงสัยไม่ได้ว่าแนวทางของกรมสรรพสามิตครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลนี้อยู่ในภาวะถังแตกหรือไม่ จึงได้ออกแนวคิดนี้มา เพื่อเร่งหารายได้รองรับกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งต่อไป ทั้งที่ในทางปฏิบัติหน่วยงานของรัฐ คือ บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ได้จัดเก็บและมีรายได้จากกิจการนี้อยู่แล้ว
“ในต่างประเทศนั้นการจัดเก็บภาษีโทรคมนาคม อยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาต ทำให้อัตราการจัดเก็บเมื่อเทียบกับประเทศเรานั้นน้อยกว่ามาก ดังนั้นเมื่อเราอยู่ภายใต้สัมปทานการจัดเก็บจึงถือว่าสูงอยู่แล้ว ซึ่งหากเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีกจึงถือว่าสูงมาก” แหล่งข่าวกล่าว







