posttoday
นักวิชาการมองแก้รธน.เชื่อผ่านฉิว

นักวิชาการมองแก้รธน.เชื่อผ่านฉิว

24 พฤศจิกายน 2553

ชั่วโมงนี้ต้องจับตาที่มติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่ ส.ส. ส.ว.อภิปรายกันอย่างออกรส 2 วันที่ผ่านมาว่า ฉบับใดจะผ่านชั้นรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษาแก้ไขต่อไป 

ชั่วโมงนี้ต้องจับตาที่มติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่ ส.ส. ส.ว.อภิปรายกันอย่างออกรส 2 วันที่ผ่านมาว่า ฉบับใดจะผ่านชั้นรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษาแก้ไขต่อไป 

โดย – กฤช  ขจรนิติกุล

โดยเฉพาะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่ ครม.เสนอ ฉบับแรกให้แก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส.จากพวงใหญ่ปัจจุบันเป็นเขตเดียวคนเดียว และให้กลับมาใช้ระบบปาร์ตี้ลิสต์แทนระบบสัดส่วน อีกร่างคือ แก้ไขมาตรา 190 เรื่อง หนังสือสัญญา กรอบข้อตกลงประเภทใด ที่ควรผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

แก้ได้หรือไม่ ก็ต้องมาลุ้นระทึกว่า ส.ส.และ ส.ว.จะลงมติในเช้าวันที่ 25 พ.ย.ว่า จะผ่านได้หรือไม่ 

“คมสัน โพธิ์คง” นักวิชาการและอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550ที่มองว่าเหตุผลที่รัฐบาลจะให้มีการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ชัดเจน และนี่เป็นการสร้างความไม่ชอบธรรมให้กับรัฐบาลเพราะบริบทของเนื้อหายังมองไม่เห็นแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อการสมานฉันท์แม้แต่น้อย

โดยเฉพาะประเด็นการแก้ระบบเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งเขตละคน (วันแมนวันโหวต) มันขัดแย้งกับแนวคิดแรกเริ่มของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการให้ใน 1 เขตการเลือกตั้งมี สส. 3 คน เห็นได้ชัดว่านี่คือการสมานฉันท์เพื่อพรรคร่วม ไม่ใช่เพื่อประชาชน  เพราะนาทีนี้เสถียรภาพของรัฐบาลกับพรรคร่วมก็สั่นคลอน

ยิ่งกว่านั้นต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เองยังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งเพราะคะแนนนิยมที่ลดลงจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่คืบหน้า  กรณีความล่าช้าในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่สำคัญที่สุดคือกรณียุบพรรคก็ยังไม่ชัดเจน เหล่านี้เป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องยื้ออายุรัฐบาลไปให้ครบวาระ

อย่างไรก็ดีอาจารย์คมสัน มองว่าการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลครั้งนี้ก็มีแนวโน้มสำเร็จสูงเพราะตัวแปรไม่ใช่เพียงสว.ที่จะตัดสินชี้ขาด หากแต่ยังมีปัจจัยด้านผลประโยชน์ในสภาอีกด้วย  และยังมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยงมากพอสมควรของรัฐบาลประชาธิปัตย์

“...ผมมองว่าครั้งนี้ประชาธิปัตย์เดินเกมเสี่ยง การตัดสินใจครั้งนี้อาจได้ไม่คุ้มเสียก็เป็นได้...”

ขณะที่ “สุขุม เฉลยทรัพย์”  รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มองต่างที่ว่าการผลักดันเพื่อแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลครั้งนี้ ไม่น่าสำเร็จทั้งหมด หากแต่อาจมีการปรับแก้ไขบางข้อตกลงเพื่อความลงตัวของความได้เปรียบเสียเปรียบของนักการเมือง

สุขุม มองว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่ดีหากเป็นการแก้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่ผลของการแก้ไขของรัฐบาล ประชาชนก็ยังไม่มีความรู้ที่มากพอจะเข้าใจ ดังนั้นสื่อมวลชนจึงควรตีแผ่ข้อมูลชี้ผลดีผลเสียของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ให้ประชาชนรับทราบ เพราะแม้สถิติจากการวิเคราะห์ผลสำรวจของ สวนดุสิตโพล พบว่า ประชาชนกว่า 50 % เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อแท้กลับพบว่าเป็นตัวเลขที่วัดไม่ได้จริง เพราะต้องโยงกับการสำรวจเรื่องการรู้เรื่องรัฐธรรมนูญของประชาชนด้วย ผลที่ได้มาจึงเป็นแค่ความเห็นที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของความนิยมในตัวพรรคการเมือง

ด้าน “สุขุม นวลสกุล” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง  ให้ความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นมิติที่ดีของระบอบประชาธิปไตยไทย และเห็นว่าควรแก้ไขอย่างยิ่ง ทั้งยังมองว่า ประเด็นการแก้มาตรา 190 นั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะแต่เดิมการจะเจรจาเพื่อผลประโยชน์ของชาตินั้น กระทำได้ไม่สะดวก หากแก้ไขตามร่างที่รัฐบาลสนับสนุน จะทำให้รัฐบาลทำงานได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้อ.สุขุม ยังเห็นว่าประเด็นการแก้ไขเขตเลือกตั้งให้เป็นระบบเขตละคน หรือวันแมนวันโหวตนั้นเป็นหลักสากลยอมรับ และเห็นด้วยหากมีการแก้ไขในประเด็นดังกล่าว

สุขุม มองว่าการแก้รัฐธรรมนูญ คืออีกกระบวนการหนึ่งของการขับเคลื่อนประชาธิปไตย และการที่มีการออกมาชุมนุมเรียกร้องและขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องไม่สมควร ที่ถูกต้องควรให้มีการเดินหน้าแก้ไขต่อไป

แม้ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้แม้จะมีทั้งเสียงสนับสนุน และเสียงขัดแย้ง จากทั้งในและนอกสภา แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมควรเรียนรู้กับเหตุการณ์คือ การเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะดีหรือร้าย อย่างน้อยก็เป็นข้อชี้วัดว่าประชาธิปไตยยังมีชีวิต ยังคงเคลื่อนไหวเพื่อความเต็มใบ...

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน