posttoday
เดินหน้า “เมดิคัล ฮับ” เฟส 2

เดินหน้า “เมดิคัล ฮับ” เฟส 2

24 พฤศจิกายน 2553

เป็นที่ยอมรับในระดับสากลแล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ให้บริการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง โดยรายได้ที่ได้จากการให้บริการรักษาพยาบาลปี 2552 สูงถึง 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลปี 2551 พบว่ามีผู้ป่วยต่างชาติเข้ารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยกว่า 1.36 ล้านคน เป็นชาวยุโรปถึง 20%

เป็นที่ยอมรับในระดับสากลแล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ให้บริการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง โดยรายได้ที่ได้จากการให้บริการรักษาพยาบาลปี 2552 สูงถึง 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลปี 2551 พบว่ามีผู้ป่วยต่างชาติเข้ารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยกว่า 1.36 ล้านคน เป็นชาวยุโรปถึง 20%

เรื่อง...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

นโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ เมดิคัล ฮับ ของประเทศไทย ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วในเฟส 1 ปัจจุบันเตรียมเข้าสู่เฟสที่ 2 ซึ่งจะต้องผ่านการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 และทำประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์ ก่อนแผนเข้าการพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

สำหรับนโยบายระยะที่ 1 มีผู้เกี่ยวข้อง 2 ส่วนที่ดำเนินการ ได้แก่ 1.คณะกรรมการเฉพาะกิจที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น เพื่อเน้นการพัฒนาเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติด้านการรักษาพยาบาล 2.กระทรวงสาธารณสุขโดยคณะกรรมการบริหารศูนย์กลางสุขภาพระหว่างประเทศ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นผู้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางฯ ระยะที่ 2 (2553 - 2557) 

นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในฐานะประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานานชาติ อธิบายถึงนโยบายเมดิคัล ฮับ โดยสังเขปว่า เป็นนโยบายที่ภาคเอกชนเสนอเข้ามา และคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้คัดเลือกให้เป็นประเด็นสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อประเทศมาก ด้านบวกคือภาคเศรษฐกิจซึ่งสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาล ส่วนด้านลบคือคนไทยจะสูญเสียโอกาสได้รับบริการสุขภาพจากแพทย์ซึ่งมีจำนวนจำกัด

“คำถามถึงท่าทีของประเทศไทยต่อนโยบายนี้จึงมีขึ้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปสุดท้ายจากที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดประชุมช่วง 15 – 17 ธ.ค. ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ”นพ.พงษ์พิสุทธิ์กล่าว

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวอีกว่า ในเมื่อเรื่องนี้เป็นทั้งบวกและลบ เราก็ต้องติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย โดยด้านบวกคือการมีรายได้เข้าประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดผลกระทบด้านลบก็ควรใช้รายได้ก้อนนี้มาเยียวยา ส่วนการแก้ปัญหาเพื่อดึงแพทย์ให้อยู่ในระบบต่อไปนั้น รัฐบาลต้องเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษ ไม่ใช่ปล่อยให้แพทย์ไปหาเงินกันเอง อาทิ ไปอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน หรือเปิดคลินิกเอง

ทั้งนี้จำนวนแพทย์ต่อ 1 หมื่นประชากร ของประเทศไทยคือ 3 คน ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น 21 คน มาเลเซีย 17 คน ฟิลิปปินส์ 12 คน อินเดีย 6 คน สิงคโปร์ 15 คน คำถามคือประเทศไทยควรแข่งขันกับประเทศที่มีทรัพยากรมากกว่าหรือไม่ นั่นหมายความว่าต้องพิจารณาว่าบทบาทรัฐควรเป็นอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้

พร้อมกันนี้ คุณหมอพงษ์พิสุทธิ์ ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่จะผลักดันโรงพยาบาลไทยให้กลายเป็นศูนย์อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ (Hub Health Care) ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้ 100% ของมูลค่าเงินลงทุน และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร โดยเห็นว่าจะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบสาธารณสุข อาทิ การดูดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกจากระบบ ทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้มติดังกล่าวยังขัดกับมติของคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับหลักการไปแล้ว ทั้งนี้จะหยิบยกประเด็นที่เกิดขึ้นไปหารือในที่ประชุมสมัชชาฯ ครั้งที่ 3 ด้วย

นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา บอกว่า ส่วนตัวมีความเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องเดินมาในแนวทางเมดิคัล ฮับ โดยปัจจุบันสามารถเรียงลำดับประเทศที่มีความน่าเชื่อถือในการให้บริการทางการแพทย์ได้ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ เดนมาร์ก ญี่ปุ่น และประเทศไทย ทั้งนี้ภาพเมดิคัล ฮับ ที่จะเกิดขึ้นคือประเทศไทยต้องเป็นไปแบบญี่ปุ่น คือมีการส่งออกทางการแพทย์ จัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์ มีการวิจัยที่เป็นมาตรฐาน อาทิ อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์ยา

“ต้องทำให้ทุกประเทศเกิดความคิดว่าใครอยากจะมาเรียนต่อ หรือมาดูงานด้านการแพทย์ ต้องมาประเทศไทย”อดีตรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กล่าว

พญ.ภาวนา อังคสิทธิ์ สำนักงานคณะกรรมการบริหารศูนย์กลางสุขภาพระหว่างประเทศ ผู้รับผิดชอบทำแผนยุทธศาสตร์ 2 เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้เน้นให้มีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจสุขภาพ การส่งเสริมพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การบริหารจัดการสมัยใหม่ และการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์

ทั้งนี้จะมีการทำประชุมประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ภาค ช่วงเดือน ธ.ค. 2554 เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายเสนอประเด็น และคณะกรรมการจะนำประเด็นเหล่านี้ไปปรับปรุง โดยเฉพาะประเด็นการสูญเสียแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงเรียนแพทย์ แนวทางการบรรเทาปัญหาสมองไหล

“เรามีมาตรการด้านกำลังพลในหลายแนวคิด โดยมีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้าน”พญ.ภาวนากล่าว และขยายความต่อไปว่า แบ่งออกเป็น 8 แนวคิด ได้แก่ 1.อนุญาตให้แพทย์ชาวต่างชาติที่ได้รับใบประกอบโรคศิลปะเข้ามารักษาคนไข้ชาวต่างชาติได้โดยไม่ต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะเป็นภาษาไทย 2.เร่งผลิตแพทย์เพิ่ม 3.เร่งผลิตทันตแพทย์เพิ่ม 4.เร่งผลิตพยาบาลเพิ่ม

5.ผลิตและอบรมพยาบาลเวชปฏิบัติเพื่อมารักษาผู้ป่วยจำนวนมากในโรคพื้นฐาน 6.ร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนในการผลิตแพทย์ 7.เปิดโอกาสให้แพทย์อาวุโสในภาคเอกชนกลับเข้ามาสู่ระบบรัฐ โดยมีตำแหน่งที่เหมาะสมกับระดับประสบการณ์และความสามารถ 8.เก็บภาษีการรักษาพยาบาลจากผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางเพื่อเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย แล้วนำมาอุดหนุนการผลิตบุคลากรเพิ่ม

“แผนทั้งหมดนี้ต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์อีกครั้งหนึ่ง”พญ.ภาวนาย้ำ

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยอมรับว่า เมดิคัล ฮับ เป็นนโยบายที่ดีแต่ยังเป็นห่วงว่าจะสร้างสมดุลระหว่างการให้บริการประชาชนในประเทศกับเม็ดเงินที่จะได้เข้ามาอย่างไร เพราะช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นแล้วว่าเกิดปัญหาการดูดแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐออกไปอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนเป็นจำนวนมาก เป็นการแยกมาตรฐานให้บริการระหว่างคนรวยกับคนจน

นอกจากนี้นโยบายเมดิคัล ฮับ ยังเปิดกว้างให้มีนำยาและเครื่องมือแพทย์ใหม่เข้ามาใช้ ซึ่งบางกรณียังไม่ได้ผ่านระบบการตรวจสอบความปลอดภัย นั่นอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนได้ ดังนั้นคิดว่าต้องพิจารณากันว่าควรนำประเด็นเหล่านี้มาทบทวนนโยบายใหม่หรือไม่

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ