
การเมืองเรื่องซากศพทารก
...โกวิทย์ พวงงาม
ผมเข้าใจว่า
“เหตุการณ์ซุกศพทารกจากร้อยศพเป็นพันศพไว้ที่วัด” คงไม่เพียงแต่ทำให้เป็นข่าวตามสื่อ เพราะไม่ใช่เรื่องธรรมดาของสังคมไทยอีกแล้ว ที่จะมามองเพียงแค่การจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้ว แต่ควรจะเป็นบทเรียนที่สำคัญของสังคมไทยในหลายๆ กรณี และไม่ใช่จะมาเพื่อพูดหรือตีแผ่เพื่อเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่จะทำให้จบลงไปโดยง่ายดาย เพียงแค่ให้มันจบๆ กันไป ส่วนตำรวจผู้สืบค้นและจับกุมได้นั้น ก็ได้รับคำชมเชยและได้ผลงาน ส่วนสื่อมวลชนทั้งหลายก็จะได้ทำข่าว ขายข่าว เสนอข่าว เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของคนไทยที่มักจะสนใจเรื่องของชาวบ้านเขาผมเข้าใจว่า กรณีเหตุการณ์พบซากทารกดังกล่าว 348 ศพ และตามข่าวพบในวัดเดียวกันเพิ่มอีก 1,500 กว่าศพ นับเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยมากกว่าการเป็นข่าวแล้วก็ค่อยๆ เลือนหายไป แต่ผมเข้าใจว่ารัฐบาล ส่วนราชการ โดยเฉพาะ
“กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันการศึกษาที่สอนเรื่องสังคมสงเคราะห์ และภาคส่วนต่างๆ” ในสังคมไทยต้องมาทบทวนบทเรียนรู้ กรณีดังกล่าวซึ่งอาจจะเป็นการจัดสัมมนาเพื่อหาองค์ความรู้มาเข้าใจสังคมไทยว่า “กำลังเกิดอะไรขึ้น” เพื่อร่วมกันพิจารณาปัญหาและแนวทางออกสู่อนาคตร่วมกัน ทั้งนี้เพราะผมเห็นว่าสังคมไทยสมัยใหม่ (ปัจจุบัน 2553) และอนาคต กำลังจะมีวิกฤตสังคม “วิกฤตทางปัญญา” โดยเฉพาะวิกฤตทางจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ต่อกรณีปัญหาการตั้งครรภ์ของผู้หญิงที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก บางคนไม่พร้อมเพราะยังไม่ถึงวัยอันควร บางคนไม่พร้อมเพราะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ เพื่อจะดำรงชีวิตและเลี้ยงดูบุตร บางคนไม่พร้อมเพราะฝ่ายชายไม่มีความรับผิดชอบ ปล่อยให้ฝ่ายหญิงต้องเผชิญกับปัญหาตามลำพัง กระทั่งการหาหนทางทำแท้งเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น ที่นำไปสู่การลักลอบทำแท้งเถื่อน ซึ่งแทนที่ปัญหาจะยุติ กลับสร้างปัญหาใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีกผมเข้าใจว่า เราจะไปกล่าวโทษความผิดของผู้หญิงทำแท้ง ผู้ชายที่ขาดความรับผิดชอบ รวมทั้งผู้ที่รับทำแท้ง แค่ปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านๆ ไป เท่านี้คงไม่ได้ แต่เราจะต้องกลับมาทบทวนและกล่าวโทษการพัฒนาสังคม ชุมชน และท้องถิ่น ผลผลิตการพัฒนาตามนโยบายรัฐบาล และกลไกส่วนราชการ ว่าให้ความสนใจกับปัญหาสังคมมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มักมุ่งเน้นการพัฒนากระแสหลัก โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลมักเน้นการพัฒนาปัญหาเศรษฐกิจ มากกว่าการพัฒนาสังคม
ที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจไทย เป็นระบบที่ต้องแข่งขันแบบเอาตัวรอด จนทำให้ต่างคนต่างเอาตัวรอด
“แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา” สังคมไทยจึงมีช่องว่างระหว่างรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตที่แตกต่าง คนในสังคมไทยที่ด้อยโอกาสก็ตกเป็นเหยื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ขาดภูมิคุ้มกัน เพราะปัจจุบันช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารจากสื่อ สิ่งพิมพ์ และสิ่งยั่วยุมีมากเกินกว่าที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาเหตุการณ์พบซากศพทารกเหล่านี้ รัฐบาล ส่วนราชการ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคส่วนต่างๆ ในสังคมไทย จะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้อีกแล้ว จำเป็นจะต้องกลับมาทบทวนการพัฒนาประเทศใหม่ และรัฐบาลจะต้องกระทำให้เป็น
“วาระแห่งชาติในการพัฒนาเด็กและเยาวชน” ช่วยระดมความคิดและส่วนหนึ่งในเวทีปฏิรูปประเทศไทย สมควรจะยกประเด็นดังกล่าวมาเป็นประเด็นหลักในการนำเสนอรัฐบาลส่วนปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น รัฐบาลอาจจะต้องสร้างทั้งมาตรการทั้งการป้องกัน และมาตรการในการให้ความช่วยเหลือให้เกิดความสมดุล เริ่มจากการให้ความรู้แก่กลุ่มเสี่ยง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรมองหญิงที่ตกเป็นเหยื่อจนกระทั่งบีบคั้นให้หญิงต้องทำพลาดอีกครั้ง สำหรับมาตรการในการให้ความช่วยเหลือ ทั้งการเปิดศูนย์ให้ความช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ในช่วงจังหวะเวลาที่ไม่มีความพร้อมก็อาจจะเป็นวิธีการหนึ่ง การผลักดันกฎหมายในโรงเรียนยอมรับสภาพนักเรียนหญิงที่ตั้งครรภ์ ให้สามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้ ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง วิธีการต่างๆ เหล่านี้ มิได้มีไว้เพื่อยุยงให้ปัญหาหญิงตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมรุนแรงขึ้น แต่วิธีการต่างๆ เหล่านี้ มีไว้เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความปวดร้าวของหญิงที่ตกเป็นเหยื่อ มิให้จนแต้มจนต้องนำพาชีวิตไปสู่ความเสี่ยงและการสูญเสียชีวิตของทารก ดังนั้นการแก้ไขปัญหาสังคมจึงต้องใช้ทั้งมาตรการป้องกันเชิงรุก และมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไปพร้อมๆ กัน
ส่วนในระยะยาว พิจารณาโครงสร้างสังคมที่เป็นธรรม ช่องว่างต่างๆ ในสังคม และการจัดระบบการศึกษา โดยเฉพาะการปลูกฝัง การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนต่อการร่วมกันแก้ไขปัญหาสังคมประเทศชาติ รวมทั้งความเป็นพลเมืองและความรับผิดชอบที่มีต่อปัญหาสังคม และสังคมไทย







