posttoday
อย่ามองข้าม BIMSTEC

อย่ามองข้าม BIMSTEC

24 พฤศจิกายน 2553

....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ความตกลง BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for MultilateralSectoral Technical and Economic Cooperation) ที่มีสมาชิกปัจจุบันอยู่ 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า ศรีลังภา เนปาล และไทย ดูๆ ก็ไม่น่าจะมีความสำคัญมากนัก เพราะตั้งกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และการค้าระหว่างกันก็ไม่มากนัก แถมรูปแบบความตกลงที่ผ่านมาก็เป็นลักษณะความร่วมมือกัน

แต่ที่หยิบยกขึ้นมาก็เพราะความร่วมมือนี้ครอบคลุมหลายสาขามาก นอกจากเรื่องการค้า การลงทุน และบริการแล้ว ยังครอบคลุมเรื่องต่างๆ อีก 14 สาขา ดังที่ได้กล่าวในฉบับที่แล้ว ซึ่งผู้เขียนจะนำมากล่าวถึงอีกครั้ง สำหรับบางท่านที่ไม่ได้อ่านฉบับที่แล้ว ว่านอกจากการค้าการลงทุนดังกล่าวแล้ว ยังมีการคมนาคม การสื่อสาร พลังงาน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี ประมง เกษตร สาธารณสุข การลดความยากจน การต่อต้าน การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ วัฒนธรรม ปฏิสัมพันธ์ในระดับประชาชน และการเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศ เรียกกว่าขอบเขตความร่วมมือนี้กว้างมาก แทบจะมีงานของหน่วยงานของรัฐบาลทุกหน่วยงานอยู่ในความร่วมมือนี้

อย่างไรก็ตาม งานที่มีความสำคัญในแง่ความร่วมมือกัน และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก แต่ไม่ปรากฏในความร่วมมือนี้ก็เห็นจะเป็นเรื่องทรัพยากรชีวภาพ เพราะประเทศในกลุ่มนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายในเรื่องของทรัพยากรชีวภาพอยู่มาก โดยเฉพาะประเทศที่มีตลาดไม่ใหญ่มาก โอกาสในเรื่องของการส่งออกก็คงไม่มากนัก แต่ผลที่น่าจะได้ควรเป็นในเรื่องของวัตถุดิบและทรัพยากรมากกว่า

และโดยเฉพาะเมื่อได้มีการลงนามร่วมกันในการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิก หรือที่คนไทยจะรู้จักกันดีในชื่อ FTA (Free Trade Agreement) จนถึงมีการตั้งคณะกรรมการเจรจาการค้า มีการตกลงรูปแบบวิธีการลดภาษีนำเข้ากันไปแล้ว และที่แว่วๆ มาอีกก็คือ ได้มีความพยายามเร่งรัดให้เรื่องนี้คืบหน้าต่อไปให้เสร็จสมบูรณ์ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปและเอกชน นักธุรกิจ ที่อาจจะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องน่าจะได้มาช่วยดูกันว่าจะแสวงหาประโยชน์กันอย่างไรจากเรื่องนี้

ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว ถึงวิธีการลดภาษีว่าได้ตกลงกันไปแล้วในระหว่างประเทศสมาชิกว่า จะมีการลดภาษีนำเข้าลงเหลือ 0 สำหรับสินค้าประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของสินค้านำเข้าของไทย หรือของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีกันประมาณ 8,000 กว่ารายการ ถ้าดูจากพิกัดศุลกากรแปดหลักที่เรียกว่า HS ปี 2007 และลดภาษีนำเข้าเหลือ 1–5 เปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าที่เหลืออีกประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนสินค้าที่เหลืออีก 10 กว่าเปอร์เซ็นต์นั้นจะไม่มีการลดภาษี

ตอนนี้ก็เหลือขั้นตอนการแลกเปลี่ยนตารางสินค้าและเจรจากัน

ส่วนประเด็นว่าจะถือหลักเกณฑ์อย่างไรว่าเป็นสินค้าของประเทศสมาชิก และได้รับการลดภาษีตามที่ตกลงกันนั้น เขาให้ถือว่าต้องมีการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้อย 35 เปอร์เซ็นต์ เช่น ถ้าอินเดียจะส่งมาไทย ก็ต้องมีการใช้วัตถุดิบในอินเดียอย่างน้อย 35 เปอร์เซ็นต์ จึงจะได้รับการลดภาษีนำเข้า ศรีลังกาก็เช่นกัน แต่ถ้าเป็นพม่า บังกลาเทศ ภูฏาน และเนปาล ซึ่งถือว่ามีการพัฒนาเศรษฐกิจน้อย ก็อนุโลมใช้วัตถุดิบในประเทศแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ก็พอ

ซึ่งนับว่าเรื่องการเจรจาลดภาษีกันในทางการค้ามีความคืบหน้าไปได้ค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับการเจรจาในเรื่องการค้าบริการและการลงทุน ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้การเจรจาคืบหน้าไปได้ล่าช้ามาก คาดว่าในที่สุดก็คงจะกำหนดกันเป็นกรอบกว้างๆ และใช้หลักเกณฑ์ตามองค์การการค้าโลก ดังนั้น สิ่งที่จะต้องดูก็คือ จะใช้ประโยชน์จากความร่วมมือนี้อย่างไร โดยดูกว้างๆ จากตัวเลขเศรษฐกิจบางตัว เช่น การส่งออกนำเข้า ประชากร รายได้เฉลี่ยต่อหัว ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือที่เรียก ว่า GDP และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

อินเดียนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะถ้าดูตัวเลขปี พ.ศ. 2552 อินเดียแม้จะมีการส่งออกใกล้เคียงกับไทยมาก แต่ก็มีการนำเข้าสูงกว่า คือ 2.875 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยนำเข้าเพียง 159.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะแค่ประชากรของอินเดียก็สูงถึง 1,199.1 ล้านคน มี GDP 1,236 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ 1,031 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าไทยที่มีรายได้ต่อหัวที่ 3,940 เหรียญสหรัฐ อินเดียจึงยังเป็นโอกาสทางด้านการตลาดและส่งออกของไทย

แต่ถ้ามาดูประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศรีลังกา บังกลาเทศ ภูฏาน ฯลฯ ล้วนมีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าไทยทั้งสิ้น เช่น ศรีลังกา มีการส่งออกและนำเข้าในปี พ.ศ. 2552 ที่ 9.13 และ 1.257 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ มีประชากร 20.4 ล้านคน มี GDP 4.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 2,085 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าอินเดีย และใกล้เคียงไทยที่สุด ส่วนบังกลาเทศมีประชากรถึง 164.7 ล้านคน แต่มีการส่งออกนำเข้า และ GDP ตลอดจนรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ 1.397, 2.017, 9.46 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และ 583 เหรียญสหรัฐต่อคน ตามลำดับ ซึ่งถือว่าคนโดยทั่วไปค่อนข้างจะยากจน

ดังนั้น ความหวังเรื่องการค้าน่าจะอยู่แค่ประเทศอินเดีย แต่ประเทศอื่นๆ มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน แร่ธาตุ และทรัพยากรทางทะเล ซึ่งสามารถนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบได้ นอกจากนี้ประเทศเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งการพัฒนาที่อยู่อาศัย ถนน ทางด่วน โดยเฉพาะศรีลังกาที่มีประชากรเป็นชาวพุทธถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ และประเทศเข้าสู่ความสงบแล้ว ควรหรือไม่ที่นักธุรกิจไทยจะมองถึงการไปลงทุนในประเทศเหล่านี้ ยิ่งในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญก็กำลังเป็นความต้องการของประเทศเหล่านี้ เช่น ก่อสร้าง การแปรรูปอาหารรวมทั้งการแปรรูปสินค้าเกษตร พลังงาน การบริการต่างๆ ทั้งโรงแรม การท่องเที่ยว ยิ่งหากภาคเอกชน หรือนักธุรกิจสามารถผลักดันให้รัฐบาลจัดทำความตกลงในเรื่องการลงทุนได้เร็ว ก็จะเป็นเสมือนพื้นฐานทางกฎหมายรองรับนักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนในประเทศเหล่านี้ โอกาสของนักธุรกิจไทยที่จะได้จากประเทศเหล่านี้ทั้งจากในแง่ของวัตถุดิบและในแง่ของการลงทุนนั้น ผู้เขียนมองว่ามีอยู่อย่างมหาศาล แต่แน่นอนความเสี่ยงก็ย่อมต้องมีด้วย ดังนั้น จึงขึ้นกับว่านักธุรกิจของเรากล้าเสี่ยงที่จะออกไปหรือไม่เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท