posttoday
หวั่น “เหล้านอก” ทะลักครองตลาดไทย

หวั่น “เหล้านอก” ทะลักครองตลาดไทย

23 พฤศจิกายน 2553

ไม่ใช่ปัญหาที่ละเลยได้อีกต่อไป เมื่อตัวเลขการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ชัดเจนแล้วว่าทะยานตัวขึ้นสูงจนยากจะยับยั้ง

ไม่ใช่ปัญหาที่ละเลยได้อีกต่อไป เมื่อตัวเลขการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ชัดเจนแล้วว่าทะยานตัวขึ้นสูงจนยากจะยับยั้ง

เรื่อง:ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ฉายภาพพฤติกรรมการบริโภคสุราของคนไทยว่า ย้อนกลับไปประมาณ 10 – 20 ปี ทิศทางการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม ความไม่มั่นคงทางการเมือง และมาตรการรณรงค์อย่างเข้มข้น ทำให้ช่วง 2 – 3 ปีล่าสุด ทิศทางการบริโภคเริ่มทรงตัว และในบางแฟรกเตอร์กลับลดลง ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี

หวั่น “เหล้านอก” ทะลักครองตลาดไทย นพ.ทักษพล ธรรมรังสี

ส่วนเทรนด์การบริโภคนั้นสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศ คือ เครื่องดื่มสไตล์พื้นบ้าน และสุรากลั่น ซึ่งมีแนวโน้มคงที่และลดลงเล็กน้อย ในขณะที่ เครื่องดื่มชาติตะวันตก ซึ่งมีการผลิตและนำเข้ามาจากต่างประเทศ มีการเติบโตขึ้นทดแทนที่ โดยมูลค่าการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากทั่วโลกของประเทศรวม 6,896 ล้านบาท เป็นการนำเข้าจากยุโรปกว่า 80% มูลค่า 5,107 ล้านบาท

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เครื่องดื่มนำเข้ามีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักต่อปี ในเชิงปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อหัวประชากร โดยปี 2551 มีการนำเข้าเพิ่มถึง 7.8 เท่า หรือประมาณ 20 ล้านลิตร”นพ.ทักษพลเผยข้อมูล

ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจาก “ค่านิยม” ของคนไทยที่ติดภาพว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากยุโรปดูดีมีระดับ รวมทั้งถูกหล่อหลอมจากโฆษณาแฝงให้เห็นถึงภาพพจน์ที่ดีในการบริโภคสินค้าต่างชาติ

นพ.ทักษพล อ้างอิงข้อมูลทางวิชาการว่า จากการสำรวจพฤติกรรมและความต้องการบริโภคสุราในเด็กและเยาวชน ได้รับคำตอบจากกลุ่มเด็กที่เคยบริโภคสุราเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องการลิ้มลองวิสกี้จากทวีปยุโรป ส่วนกลุ่มเด็กที่ยังไม่เคยดื่มหากมีโอกาสจะลองดื่มเบียร์เนื่องจากหาได้ง่ายและมีราคาถูก

ข้อกังวลของผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุราจากพฤติกรรมการบริโภคในข้างต้น คือการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศอียู

ผู้อำนวยการฯ รายนี้ เป็นห่วงว่า หากนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นสู่เวทีเจรจาการค้าไทยอียู จะทำให้ภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าเป็น 0% นั่นหมายความว่าสุราแบลนด์ดังจากยุโรปจะหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้อุตสาหกรรมสุราต่างชาติจะสามารถขยายการลงทุนและย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยได้ รวมทั้งกลไกการค้าเสรียังกระทบต่อนโยบายหลักของประเทศที่พยายามยับยั้งการดื่มสุราด้วย

“ข้อตกลงการเจรจาไทยอียู จะบีบให้มีการลดภาษี ยกเลิกโควต้าการจำกัดจำนวนขนเหล้าเข้าออกระหว่างประเทศ และยังมีการแทรกแซงเพื่อให้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมจำกัดโฆษณา จากข้อเท็จจริงทั่วโลกพบว่ามีบางประเทศเท่านั้นที่สามารถแข็งขืนได้”นพ.ทักษพลอธิบาย

แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการเจรจาไทยอียู แต่ก็มีความพยายามกดดันมาจากฝั่งประเทศอียูแล้วว่าหากไม่มีการเจรจาเสรีการค้าเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะไม่เกิดการเจรจาในสินค้าอื่นๆ ด้วย นั่นเพราะประเทศกลุ่มอียูมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมองว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่มาก เมื่อกลุ่มประเทศอียูส่งสัญญาณมาแบบนี้แล้ว คนอีกกลุ่มซึ่งเห็นถึงความสำคัญและความคุ้มค่าจากการเจรจาเสรีการค้าก็จะเริ่มกดดันกลุ่มที่ผลักดันเรื่องสุขภาพ จนกลายมาเป็นการกดดันกันเองภายในประเทศ

“ความเป็นจริงคือเศรษฐกิจมักเสียงดังกว่าสุขภาพ และไม่มีสินค้าอื่นใดแล้วที่ทำการค้าขายอย่างปกติในสังคมแล้วก่อปัญหาได้มากกว่าแอลกอฮอล์ ขนาดสินค้าที่เขายกเว้นไม่นำเข้ามาเจรจา เช่น ปืน อาวุธ ยาเสพติดต่างๆ ยังทำคนตายได้น้อยกว่าแอลกอฮอล์กว่า 10 เท่า”นพ.ทักษพลยืนยัน

นพ.ทักษพล แนะนำว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องแยกกลุ่มการเจรจาให้ชัดเจนระหว่างสินค้าแอลกอฮอล์ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ และนโยบายต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยต้องกลับมาพิจารณาว่าประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมให้ดื่มแอลกอฮอหรือไม่ ถ้าตอบว่าไม่ ก็ต้องถามต่อว่ากลไกการค้าเสรีทั้งหมดเป็นกลไกที่ส่งเสริมให้มีการผลิตและบริโภคสินค้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่ ก็จะเห็นว่ามันขัดกันโดยสิ้นเชิง

“มันเหมือนน้ำกับน้ำมันที่เข้ากันไม่ได้”นักวิชาการรายนี้เปรียบเปรย และบอกอีกว่า ถ้าเจรจาการค้าก็เจรจาไปแต่ไม่ควรเอาแอลกอฮอล์หรือบุหรี่หรือสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยกลไกการค้าเสรีควรใช้กับสินค้าประเภทอื่นที่ทำแล้วยิ่งมีการบริโภค เกิดเงินหมุนเวียน มีการจ้างงาน ซึ่งแตกต่างกับแอลกอฮอล์ที่ยิ่งส่งเสริมยิ่งเกิดปัญหา

สำหรับมาตรการเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามนโยบายของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อจำกัดการเข้าถึง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญปัญหาสุรา มองว่า เป็นความริเริ่มที่ดี แต่ยังกังวลว่าจายั่งยืนหรือไม่ และรัฐบาลอื่นๆ ในอนาคตจะสานต่อนโยบายเหล่านี้ต่อไปขนาดไหน นอกจากนี้มีคำถามที่เกิดขึ้นอีกว่าแม้จะตั้งกำแพงภาษีสูงขึ้นจริง แต่จะจำกัดการย้ายฐานการผลิตของต่างประเทศที่จะเข้ามายังประเทศไทยอย่างไร

เป็นคำถามที่รอความชัดเจนจากรัฐบาล

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท