posttoday
ระเบิดเวลาทำงาน ม็อบเหลืองล้อมสภาพาประเทศเสี่ยง

ระเบิดเวลาทำงาน ม็อบเหลืองล้อมสภาพาประเทศเสี่ยง

23 พฤศจิกายน 2553

ถนนการเมืองทุกสายจะพุ่งตรงไปที่รัฐสภาอีกครั้งระหว่างวันที่ 23-25 พ.ย. หลังจากมีการประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ร่างด้วยกัน ท่ามกลางการจับตามองของสังคมว่าถึงที่สุดแล้วเสียงของรัฐสภาจะพอผ่านในวาระที่ 1 หรือไม่ เข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

ถนนการเมืองทุกสายจะพุ่งตรงไปที่รัฐสภาอีกครั้งระหว่างวันที่ 23-25 พ.ย. หลังจากมีการประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ร่างด้วยกัน ท่ามกลางการจับตามองของสังคมว่าถึงที่สุดแล้วเสียงของรัฐสภาจะพอผ่านในวาระที่ 1 หรือไม่ เข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

ระเบิดเวลาทำงาน ม็อบเหลืองล้อมสภาพาประเทศเสี่ยง

ถนนการเมืองทุกสายจะพุ่งตรงไปที่รัฐสภาอีกครั้งระหว่างวันที่ 23-25 พ.ย. หลังจากมีการประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ร่างด้วยกัน ท่ามกลางการจับตามองของสังคมว่าถึงที่สุดแล้วเสียงของรัฐสภาจะพอผ่านในวาระที่ 1 หรือไม่ เข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

เมื่อดูเสียงในสภาของรัฐบาลมีถึง 270 เสียง โดยต้องการเพียงอีกประมาณ 40-50 เสียงโดยประมาณ เพื่อรวมให้ได้ 310 เสียง เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระแรกไปได้ ซึ่งจะดูว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะในวุฒิสภาเองมีเสียงทั้งส่วนที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน

ก่อนที่จะไปลุ้นว่าผ่านหรือไม่ ต้องระทึกใจกันก่อนกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ว่าจะมีผลต่อการเร่งอุณหภูมิการเมืองให้พุ่งสูงขึ้นแค่ไหน และจะเป็นปัจจัยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญแท้งก่อนหรือไม่

การชุมนุมของ พธม. ช่วง 3 วันนี้ จะสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาลแน่ ทั้งประเด็นการชุมนุมที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่ารัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นขนาดไหน หรือจะสองมาตรฐาน เมื่อเทียบกับการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงที่ ศอฉ.ค่อนข้างเข้มงวดเป็นพิเศษ

ประเด็นสำคัญที่จะเกิดในการชุมนุม 3 วันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การควบคุมการชุมนุมของรัฐบาล แต่จะอยู่ตรงที่จังหวะการออกมาเคลื่อนไหวของพลพรรคเสื้อเหลือง ซึ่งนี่ถือเป็นยกสำคัญ และอีกครั้งคือวันที่ 11 ธ.ค. ที่จะมาชุมนุมอีกครั้งเพื่อกดดันให้รัฐบาลล้มเลิกบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) และกระบวนการของคณะกรรมาธิการเขตแดนไทยกัมพูชา (เจบีซี)

ปัญหามีอยู่ว่า พลังของ พธม.เพียงพอสำหรับการล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

ที่น่าสนใจอยู่ตรงที่กระบวนการจัดรูปแบบการชุมนุมของ พธม. เนื่องจากเป็นลักษณะของการมาเช้าเย็นกลับ ไม่ใช่แบบปักหลักไม่ชนะไม่เลิกเหมือนช่วงที่เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนอมินีทักษิณ ทำให้พลังในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญดูอ่อนลง ซึ่งปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ประกาศใช้อยู่ ทำให้ไม่สามารถชุมนุมยืดเยื้อได้ถนัด

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของ พธม.นั้น ก็เพื่อต้องการแสดงจุดยืนเดิมของตัวเองในการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นจุดยืนที่คนเสื้อเหลืองมีมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ห้ามใครแตะ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าการเอาจริงเอาจังของม็อบเหลืองแผ่วเบาลงไปพอควร โดยเฉพาะจำนวนมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในช่วงที่ผ่านมามีน้อยลง

เป็นเพราะท่าทีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันมาตลอดว่าจะไม่มีการผลักดันการนิรโทษกรรมทางการเมืองผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผิดกับจุดยืนของรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญพ่วงเรื่องการนิรโทษกรรม จึงเป็นผลให้กลุ่มคนเสื้อเหลืองนำมาแปรเป็นพลังล้มรัฐบาลพลังประชาชนได้

แม้ว่าการพิจารณาร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีถึง 4 ฉบับ แต่มีเพียงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ของคนเสื้อแดง เท่านั้นที่เป็นปัญหามากที่สุด เพราะมีเนื้อหาให้นำเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ทั้งหมด

เมื่อมาดูร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2 ประเด็นที่เสนอโดยรัฐบาล ไม่ได้ปรากฏเงื่อนไขเหมือนกับของ คปพร. เพียงแต่แก้เรื่องหนังสือสัญญาประเภทใดที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากเขตใหญ่เป็นเขตเล็ก ซึ่งก็ช่วยลดแรงเสียดทานในการต่อต้านลงได้บ้าง

“คิดว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรไม่น่าจะมีผลอะไรมากนัก ในวาระที่ 1 น่าจะผ่านไปได้ แต่คงจะมีบางร่างที่ต้องตกไป ส่วนวาระที่ 2 และ 3 จะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่การประสานงานร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ต้องดูว่าการชุมนุมจะมีผลต่อการเข้าออกสภาของสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ และถ้ามีผลถึงลงมติโหวตไม่ได้ จะมีการดำเนินการแก้ไขอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาที่สำคัญมากกว่า” พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว.สรรหา แสดงทัศนะ

การเคลื่อนไหวของ พธม.ในครั้งนี้ ไม่น่าต่างอะไรกับการแสดงจุดยืนปกติ เพราะตัวแกนนำ พธม. คงตอบมวลชนลำบากเหมือนกันหากให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญดำเนินไป โดยที่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเลย ทั้งๆ ที่เป็นวาระที่ พธม.แสดงความคัดค้านมาตลอด

นี่อาจมองได้ว่า พธม.เองก็ไม่ได้หวังถึงขั้นล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรติดไม้ติดมือเลยเสียทีเดียว

เพราะอย่างน้อยที่สุดเป็นการปลุกกระแสสร้างชื่อ พรรคการเมืองใหม่ ให้เริ่มติดหูคนในสังคมมากขึ้น หลังจากมีกลิ่น “ยุบสภา” ออกมาเป็นระยะๆ จากนายกฯ อภิสิทธิ์ ดังนั้นพรรคการเมืองใหม่จึงต้องใช้ พธม.เป็นกลไกคู่ขนานในการสร้างพลังให้กับพรรคตัวเอง

อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถดูแคลนพลังของ พธม.ได้ทั้งหมด เพราะหากมีการปลุกเร้าและสร้างพลังกระเพื่อมไปยังสังคมให้เห็นคล้อยเพื่อกดดันรัฐบาล โดยชี้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ของนักการเมืองล้วนๆ และไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองแม้แต่น้อย ก็อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาในวาระที่ 1 ได้เหมือนกัน เนื่องจากตัวแปร คือ เสียงของ สว.ที่รัฐบาลต้องหวังพึ่งอยู่ 4050 เสียง ยังเป็นห่วงสถานการณ์วันข้างหน้าที่เกรงว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเกิดวิกฤตประเทศระลอกใหม่ เพราะบรรยากาศขณะนี้ยังเปราะบางและมีความเสี่ยงสูง ทั้งกลุ่มสร้างสถานการณ์ มือที่สามที่จ้องป่วนให้เกิดการล้มกระดานทางลัด

การเมืองไทยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย. จึงต้องจับตามองแบบห้ามกะพริบตา ทั้งแรงกดดันในสภาและนอกสภา

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง