
วิกฤตหนี้ยุโรป เชื้อร้ายลามไกลกว่าคาด
แม้จะขาดช่วงไประยะหนึ่ง แต่ในที่สุดก็เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อไอร์แลนด์ กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป ตามรอยกรีซ ด้วยสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง เพราะอาการของไอร์แลนด์สาหัสยิ่งกว่าสเปนและโปรตุเกส ซึ่งเป็นสองประเทศที่ได้รับการคาดหมายว่า จะเป็นเหยื่อรายต่อไปของวิกฤตนี้
แม้จะขาดช่วงไประยะหนึ่ง แต่ในที่สุดก็เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อไอร์แลนด์ กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป ตามรอยกรีซ ด้วยสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง เพราะอาการของไอร์แลนด์สาหัสยิ่งกว่าสเปนและโปรตุเกส ซึ่งเป็นสองประเทศที่ได้รับการคาดหมายว่า จะเป็นเหยื่อรายต่อไปของวิกฤตนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้จะขาดช่วงไประยะหนึ่ง แต่ในที่สุดก็เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อไอร์แลนด์ กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป ตามรอยกรีซ ด้วยสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง เพราะอาการของไอร์แลนด์สาหัสยิ่งกว่าสเปนและโปรตุเกส ซึ่งเป็นสองประเทศที่ได้รับการคาดหมายว่า จะเป็นเหยื่อรายต่อไปของวิกฤตนี้
ที่กล่าวว่า วิกฤตหนี้ยุโรปขาดช่วงไประยะหนึ่งนั้น ก็เพราะสหภาพยุโรป (EU) พยายามกวดขันให้ประเทศสมาชิกมีวินัยทางการเงินทางการคลัง หาไม่แล้วหากปล่อยให้ขาดดุลมหาศาล จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง ฐานที่ทำให้ทั้งกลุ่มต้องสุ่มเสี่ยงกับความล่มสลายทางการเงิน
และหมายถึงอนาคตที่มืดมนของเงินยูโร
อย่างไรก็ตาม ความเข้มงวดกวดขันของ EU แสดงให้เห็นแล้วว่า สายเกินการณ์ เพราะไม่อาจเยียวยาวิกฤตการณ์ที่ไอร์แลนด์พยายามต่อสู้เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดได้
ทั้งยังส่อเค้าว่าจะลุกลามบานปลาย ไม่ต่างจากที่เคยหวาดระแวงกันเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
คาดการณ์กันว่า เหยื่อที่รอคอยความช่วยเหลือรายต่อไป อาจเป็นโปรตุเกส ด้วยอัตราหนี้สาธารณะที่สูงถึง 112% ของ GDP จากการประเมินล่าสุดโดยพรรคฝ่ายค้านของโปรตุเกส
ต่อจากโปรตุเกส ย่อมเป็นสเปนอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยระดับหนี้สาธารณะที่จะสูงถึง 64% อีกทั้งยังเผชิญกับปัญหาเดียวกับไอร์แลนด์ นั่นคือปัญหาในภาคธนาคาร
แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่า สิ่งที่คาดเดากันนั้นอาจเลวร้ายยิ่งกว่าโดมิโน หรือการล้มครืนของประเทศหนึ่งตามด้วยอีกประเทศหนึ่งเป็นระยะที่แน่นอน
แต่อาจเป็นการล่มสลายของทั้งระบบ
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่ EU จะประกาศมาตรการรัดเข็มขัดทั่วภูมิภาค เพื่อสกัดกั้นวิกฤตหนี้ ความสนใจของชาวโลกในขณะนั้น โฟกัสอยู่ที่ประเทศในภูมิภาคยุโรปใต้เป็นหลัก อันได้แก่ กรีซ โปรตุเกส สเปน รวมถึงอิตาลี
แท้จริงแล้ว ไอร์แลนด์เก็บงำปัญหาที่หนักหนาไม่แพ้กัน เนื่องจากซ้ำเติมด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ด้วยความที่ไอร์แลนด์ใช้มาตรการลดงบประมาณภาครัฐอย่างเร่งด่วน ก่อนหน้ากรีซถึง 2 ปี ทำให้ปัญหาบรรเทาไปช่วงหนึ่ง
แต่ล่าสุด เราได้ทราบแล้วว่า มาตรการที่ว่านั้นมิได้บรรเทาวิกฤต แต่เป็นการกลบปัญหาอย่างรีบร้อน จนกลายเป็นการหมักหมมเชื้อเป็นภัยคุกคามในระยะยาว
เช่นเดียวกับความช่วยเหลือครั้งล่าสุด ที่ไอร์แลนด์ขอรับจาก EU และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะพยุงสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวยังไม่อาจรับประกันได้ กระทั่งยังอาจกลายเป็นการติดเชื้อลุกลามไปทั่ว
ความหวาดระแวงว่า กรณีไอร์แลนด์จะกลายเป็นการติดเชื้อรุนแรง แสดงออกให้เห็นผ่านปฏิกิริยาของ อังกฤษและสวีเดน ซึ่งมิได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือกลุ่มประเทศ Eurozone แต่กลับให้ความช่วยเหลือระดับทวิภาคีเป็นเงินกู้ให้แก่ไอร์แลนด์ ด้วยมูลค่าที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่คาดว่าคงไม่เกิน 1 แสนล้านยูโร
เงินจำนวนนี้นับว่าสูงมาก หากพิจารณาจากปริมาณเงินที่รัฐบาลไอร์แลนด์จำเป็นจะต้องใช้พยุงสถานะของตัวเองที่ราว 6.5 หมื่นล้านยูโร และใช้พยุงธนาคารพาณิชย์อีก 3 หมื่นล้านยูโร
การที่อังกฤษและสวีเดนออกตัวช่วยถึงเพียงนี้ ย่อมมีนัยที่สำคัญอย่างยิ่งยวดแน่นอน
นัยที่ว่านี้ คือ วิกฤตหนี้ของยุโรปอาจกระทบกระเทือนไปถึงประเทศที่มิได้ใช้เงินยูโร โดยเฉพาะประเทศที่กำลังบอบช้ำจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว เช่น อังกฤษ และประเทศที่กำลังเผชิญกับรูรั่วระบบสวัสดิการสังคม ที่บั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างสวีเดน
ปัญหาของทั้งสองประเทศมีปลายทางเดียวกัน นั่นคือวิกฤตงบประมาณขาดดุล จากการก่อหนี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจของตัวเอง อันเป็นปัญหาร่วมของประเทศในกลุ่ม Eurozone
ในกรณีของสวีเดนมีปัญหาเฉพาะที่แตกต่างจากอังกฤษ หรือ Eurozone เนื่องจากต้องแบกรับหนี้สาธารณะมหาศาล (ในช่วงทศวรรษที่ 90 เคยสูงถึง 78%) จากระบบสวัสดิการสังคม ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ราว 30% และเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ต้องแลกมาด้วยระบบสวัสดิการที่ย่ำแย่ลง
สวีเดนอาจเทียบได้กับตัวแทนของภูมิภาคสแกนดิเนเวีย ซึ่งมิได้ร่วมกับกลุ่ม Eurozone (ยกเว้นฟินแลนด์) แต่มีพันธะผูกพันกลายๆ ให้ช่วยเหลือยุโรปทั้งผองในยามตกทุกข์ได้ยาก
น่าเชื่อว่าการที่สวีเดน (หรือนัยหนึ่งคือภูมิภาคสแกนดิเนเวีย) ควักเงินช่วยไอร์แลนด์ เพราะไม่ปรารถนาจะให้ยุโรปทั้งภูมิภาคต้องสั่นคลอน จนส่งผลกระทบต่อตัวเอง ซึ่งยังอยู่ในช่วงประคองงบประมาณให้ได้ดุลยภาพ
ที่สำคัญก็คือ สวีเดน อังกฤษ และเดนมาร์ก มีแผนการที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ Eurozone ในไม่ช้า การที่ทั้งสามประเทศแลเห็นไอร์แลนด์ โปรตุเกส ฯลฯ หรือกระทั่ง Eurozone ต้องพินาศลงต่อหน้าต่อตา ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
แต่น่ากังขาว่า ความช่วยเหลือจากทุกทิศทุกทางจะสามารถหลีกเลี่ยงการติดเชื้อลุกลามได้อย่างชะงัดหรือไม่?
หัวใจของปัญหาคือการหมดสิ้นซึ่งความมั่นใจ หัวใจของการแก้ปัญหา คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่สิ่งนี้ยากเย็นไม่น้อย ดังจะได้ว่าสาเหตุที่ไอร์แลนด์ต้องขอรับความช่วยเหลือ ก็เนื่องจากมาตรการลดงบประมาณที่ใช้มานานถึง 2 ปี ไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้
เงื่อนไขหลังรับความช่วยเหลือ ก็ยังเป็นการยอมรับวิธีการเยียวยาแบบเดิม นั่นคือ หั่นการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ และปรับโครงสร้างธนาคารที่ประสบปัญหาทางการเงิน
แม้จะเป็นปัญหาที่ยังต้องได้รับการแก้ไขก็ตามที แต่การทำซ้ำไม่น่าจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นได้มากนัก ไม่เฉพาะในส่วนของไอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโปรตุเกสและสเปน ที่บัดนี้ความเชื่อมั่นในพันธบัตรของทั้งสองประเทศสั่นคลอนอย่างหนัก บีบให้ผลตอบแทนที่รัฐบาลทั้งสองประเทศต้องจ่ายให้กับนักลงทุนสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว อันเนื่องจากการติดเชื้อ “อาการไร้ความมั่นใจ” มาจากไอร์แลนด์นั่นเอง
ในวิกฤตระลอกล่าสุด การฟื้นคืนความเชื่อมั่น ยังคงเป็นโจทย์ที่ยุโรปจะต้องแก้ไปพร้อมๆ กับการทำลายเชื้อวิกฤตหนี้
นักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า การสูญเสียความเชื่อมั่นของประเทศในกลุ่ม Eurozone จะแก้ไขได้ก็ด้วยสูตรรักษาครอบคลุมทุกประเทศ เป็นสูตรที่มีรายละเอียดชัดเจนและให้ผลรวดเร็ว มิใช่วิธีรักษาเป็นรายๆ ไป
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายรายยังโจมตีเยอรมนีในฐานะพี่ใหญ่ของ EU และมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ในภูมิภาคว่า ทำให้หนทางแก้ไขวิกฤตยิ่งตีบตัน ด้วยการเรียกร้องให้วางกลไกรับรองการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ซึ่งกลไกนี้จะดึงเอานักลงทุนเข้ามาเสี่ยงร่วมกับภาครัฐ ยังผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยิ่งเสื่อมถอยลง
แต่ดูเหมือนว่าเยอรมนีจะมีทัศนะที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
โวล์ฟกัง ชอยเบล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเยอรมนี กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ ZDF ว่า “หากในขณะนี้เราได้คำตอบที่ถูกต้องสำหรับปัญหาของไอร์แลนด์ โอกาสที่จะไม่ปรากฏการแพร่ระบาดของปัญหาก็จะยิ่งสูงขึ้น”
โปรดสังเกตว่า ขุนคลังท่านนี้ใช้คำว่า“หาก” ซึ่งหมายความว่า ยังไม่มั่นใจเช่นกันว่าหนทางนี้จะได้ผล 100% หรือไม่
ไม่ว่าฝ่ายนักลงทุนและรัฐบาลจะเห็นต่างกันเช่นไร ปัญหาที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ดูเหมือนยุโรปจะยังไม่รู้ว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ใด และควรสะสางเช่นไร!
นี่คือความไม่รู้จะกลายเป็นปัจจัยให้วิกฤตลุกลามไปไกลกว่าที่คาดคิด







