
กรุงเทพฯพร้อมหรือยังที่จะเป็นศูนย์กลางสำนักงานในระดับภูมิภาค (ตอนที่ 3)
...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ผมเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังก่อนหน้านี้ว่า ถึงแม้ไทยจะพยายามส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติ เข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยเพื่อให้บริการกับสาขาและบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในภูมิภาคนี้ของโลก โดยได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ที่จะเข้ามาลงทุน แต่ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนน้อยมาก ส่วนใหญ่เลือกไปลงทุนที่สิงคโปร์แทน เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาที่ออกมาเพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2002 กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ว่า จะต้องมีรายได้จากการให้บริการจากต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของรายได้รวมของบริษัท
อาทิตย์นี้ขอเล่าเหตุผลให้ท่านผู้อ่านฟังว่าทำไมเงื่อนไขในการกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุนข้อนี้ถึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักลงทุนไม่เข้ามาลงทุนตามเจตนารมณ์ของทางการไทยที่ให้การส่งเสริม
ในภาคปฏิบัติ สำนักงานภูมิภาคจะให้บริการแก่สาขาและบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยและในประเทศใกล้เคียง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย เขมร ลาว ฯลฯ ในภูมิภาคนี้ ตัวอย่างการให้บริการ เช่น การรวมการสั่งซื้ออะไหล่หรือชิ้นส่วนในการผลิตสินค้าที่โรงงานผลิตในประเทศต่างๆ ต้องการเข้าด้วยกันและสั่งซื้อเป็นออร์เดอร์ใหญ่ๆ จากผู้ผลิต ทำให้สามารถกำหนดสเปก รูปแบบ และควบคุมคุณภาพได้ตามมาตรฐานที่ต้องการ และทำให้ซื้อได้ในราคาดีกว่า การปล่อยให้โรงงานในแต่ละประเทศต่างคนต่างแยกกันซื้อเป็นออร์เดอร์เล็กๆ
การให้บริการที่ว่า บริษัทภูมิภาคที่ดำเนินการจะคิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าการสั่งซื้อจากสาขาและบริษัทในเครือ ประเทศที่สำนักงานภูมิภาคตั้งอยู่จะได้รับประโยชน์จากเงินค่าบริการที่สำนักงานในเครือข่ายส่งเข้ามาชำระค่าบริการให้แก่บริษัทภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในประเทศของตน
สำนักงานภูมิภาคที่ดำเนินการอยู่ในประเทศสิงคโปร์นั้น นอกจากจะจัดซื้อหรือให้บริการ เช่น ทำบัญชีให้บริษัทในเครือแล้วยังขายสินค้าให้แก่บริษัทในเครือด้วย โดยทำหน้าที่ด้านการตลาดให้โรงงานของบริษัทในเครือที่ผลิตสินค้าอยู่ในต่างประเทศ
ทีนี้มาถึงคำถามว่า ทำไมการกำหนดคุณสมบัติของสำนักงานภูมิภาคที่มีสิทธิจะได้รับการส่งเสริมจะต้องมีรายได้ที่เล่าให้ฟังข้างบนว่า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของรายได้รวมของบริษัท ถึงกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้บริษัทข้ามชาติไม่เข้ามาเปิดสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย
การกำหนดคุณสมบัติที่ว่านี้ ถ้ากำหนดในประเทศที่ไม่ใช่ฐานการผลิตสินค้า แต่เป็นประเทศที่เน้นธุรกิจการให้บริการ หรือ Services ลูกเดียวอย่างประเทศสิงคโปร์ ย่อมไม่สร้างปัญหาให้นักลงทุนที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไข เพราะบริษัทภูมิภาคในประเทศสิงคโปร์นั้นไม่มีรายได้ประเภทอื่นที่จะต้องนำมาคำนวณสัดส่วนรายได้จากการให้บริการบริษัทในเครือกับรายได้ประเภทอื่น
เผอิญประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภทของบริษัทข้ามชาติ ยกตัวอย่าง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งในแต่ละปีรายได้หลักของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์คือยอดขายรถยนต์ที่ผลิตในปีนั้นๆ
ฉะนั้น ถ้าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายไหนอยากตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยเพื่อให้บริการกับบริษัทในเครือทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การสั่งซื้อชิ้นส่วนและอะไหล่เป็นออร์เดอร์ใหญ่ๆ เพื่อลดต้นทุนรายได้จากการให้บริการที่ว่าจะไม่มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ เนื่องจากพอคำนวณสัดส่วนรายได้จากการให้บริการกับรายได้จากการขายรถยนต์ ทำอย่างไรก็ไม่ถึงร้อยละ 50 ของรายได้รวม เพราะรายได้จากการขายรถยนต์ทั้งคันนั้นย่อมสูงกว่ารายได้จากการให้บริการที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการขายเป็นธรรมดา
ปัญหานี้จึงเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศไทย หรือจริงๆ คือกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางสำนักงานระดับภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติ ที่จะนำรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะโดยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งความเป็นมิตรของคนไทย ทำให้นักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
รายได้ที่ว่านี้ เป็นรายได้ที่น่าเสียดายที่เราพลาดโอกาสไปนานเกือบ 8 ปี หลังจากการออกพระราชกฤษฎีกาการส่งเสริมการตั้งสำนักงานระดับภูมิภาคในประเทศไทย โดยเฉพาะรายได้ที่เกิดจากการที่สำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยให้บริการแก่สาขาหรือเครือข่ายที่อยู่นอกประเทศ เช่น การรวมออร์เดอร์การสั่งซื้ออะไหล่ของบริษัทในเครือที่ตั้งอยู่ในกัมพูชา เวียดนาม และลาวเข้าด้วยกันเพื่อสั่งซื้อจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งธุรกิจทั้งหมดเกิดขึ้นนอกประเทศไทย ภาษาเทคนิคเรียกว่า OutOut Transactions แต่เมื่อสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการให้สำนักงานในเครือข่ายที่รับบริการทุกสำนักงาน ก็จะต้องส่งเงินค่าบริการเข้ามาให้แก่สำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยเกิดเป็นรายได้เข้าประเทศและเกิดการบันทึกมูลค่าการซื้อขายเข้ามาในบัญชีของสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย ทำให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แต่บอกตรงๆ ครับว่า ที่พูดไปทั้งหมดในย่อหน้าข้างต้นนั้น ประเทศที่เป็นเจ้าบ้านของสำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติไม่ใช่ประเทศไทย ตามประสาคนไทยค่อนข้างชาตินิยมอย่างผมยกตัวอย่างหรอกครับ ประเทศที่เป็นเจ้าบ้านตัวจริงและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากธุรกิจนี้จริงๆ คือประเทศลูกหลานของลีกวนยู คือ สิงคโปร์ ซึ่งประเทศนี้พอบอกว่าจะส่งเสริมก็ส่งเสริมไม่มีการส่งเสริมแล้วหมกเม็ดกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่อยากรับการส่งเสริมปฏิบัติไม่ได้ เพราะมัวคิดเล็กคิดน้อยฆ่าควายแล้วเสียดายเกลือตามสุภาษิตของคนโบราณบางประเทศ
อาทิตย์หน้าจะเล่าต่อให้ฟังครับว่า ได้มีการดำเนินการอะไรไปบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เล่ามาให้ฟัง วันนี้ หมดแรงแล้วครับ เพราะคืนที่ผ่านมาไปลอยกระทงกลางแม่น้ำดึกไปหน่อย







