posttoday
สภาอุตฯภาคกลางดันอาเซียนไฮเวย์ รับทวายโปรเจกต์

สภาอุตฯภาคกลางดันอาเซียนไฮเวย์ รับทวายโปรเจกต์

23 พฤศจิกายน 2553

...ปิยะรัชต์ จงเจริญ

ร่วม 3 ทศวรรษ ที่สงครามเย็นในภูมิภาคยุติลง เขตแดนซึ่งความแตกต่างอุดมการณ์ทางการเมืองกีดกันการติดต่อสัมพันธ์สลายไป นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าของไทยในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ส่งผลให้การติดต่อค้าขายของประเทศในแหลมอินโดจีนก้าวหน้าขยายตัวอย่างมาก ใช่เพียงแต่การค้าขาย แต่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจยังขยายตัวไปถึงการค้าข้ามแดน หรือสินค้าที่ผลิตจากประเทศหนึ่งจะลำเลียงผ่านประเทศต่างๆ เพื่อไปยังประเทศเป้าหมาย

ยิ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายส่งเสริมการค้าชายแดน และความร่วมมือด้านการขนส่ง สภาอุตสาหกรรมภาคกลางได้มีมติที่จะผลักดันร่วมกับภาครัฐในโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมภูมิภาคระหว่างภาคเหนือ–ภาคตะวันตก–ภาคใต้ พัฒนาให้เป็นถนนเพื่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยกำหนดให้เป็นถนนสายอาเซียน (ถนนระหว่างประเทศ) เชื่อมโยง 7 ประเทศ จีน พม่า ลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย โดยเริ่มจาก จ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร

ดร.สิงห์ ตั้งเจริญชัยชนะ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง กล่าวว่า การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นพบว่า เส้นทางดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงต่อกันได้ ในปัจจุบันเส้นทางมีขนาดเฉลี่ย 7 เมตร เขตแนวถนนละประมาณ 20–30 เมตร (วัดจากกึ่งกลางทางหลวง) สภาพทั่วไปอยู่ในสภาพที่ดี แต่จะต้องตัดทางใหม่เป็นทางเลี่ยงเมืองบางส่วน เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวผ่านชุมชนหนาแน่น

“จากการสำรวจพบว่า ถนนในขณะนี้ลาดยาง 1,948.91 กิโลเมตร ถนนลูกรัง 244.39 กิโลเมตร ซึ่ง 90% เป็นแนวถนนเดิมที่มีอยู่แล้ว ถนนสายนี้จะช่วยให้การเดินทางจากภาคเหนือผ่านภาคตะวันตกลงสู่ภาคใต้ได้โดยสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งออกสู่ท่าเรือน้ำลึกเมืองทวาย ประเทศพม่า ซึ่งมีโครงการก่อสร้างทางหลวงระหว่างประเทศสายกาญจนบุรี–ทวาย รองรับเพื่อกระจายภาคอุตสาหกรรมไปในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันตก และพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงไทยพม่า ประตูออกสู่ทะเลอันดามัน”

สำหรับกรณีที่หลายฝ่ายวิตกกังวลถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยพม่า ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อโครงการทวายโปรเจกต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลางกลับเห็นว่า รัฐบาลพม่าได้ยินยอมให้ถนนสายดังกล่าวเป็นสายเอเชียเส้นหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ศักดิ์และศรีของถนนสายดังกล่าวเป็นทางหลวงระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นการจะเปิดปิดถนนโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลพม่าจะไม่ดำเนินการอย่างแน่นอน

“ถนนสายดังกล่าวเป็นมอเตอร์เวย์เป็นทางปิด จะมีกำลังทหารพม่ารักษาความปลอดภัย เหมือนเช่นการดูแลเรื่องท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่เคยมีปัญหาที่จะมีการก่อวินาศกรรมได้” ดร.สิงห์ กล่าว

ซึ่งภายใต้แนวทางดังกล่าว ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลางเห็นว่า จ.กาญจนบุรี จะต้องพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนกาญจนบุรี เพื่อรองรับการเป็นประตูเศรษฐกิจด้านตะวันตก ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการผลิต การค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่งของเอเชีย ตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสังคมในระดับจังหวัดภาคตะวันตก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ตลอดจนโอกาสการจ้างงานในพื้นที่อีกด้วย อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งกว่าในทุกด้าน

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า