posttoday
สงครามเลือกตั้งซ่อมวัดกระแสรัฐบาล-เสื้อแดง

สงครามเลือกตั้งซ่อมวัดกระแสรัฐบาล-เสื้อแดง

22 พฤศจิกายน 2553

5 ที่นั่งที่ต้องขับเคี่ยวนี้น่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมปะผุครั้งสุดท้ายทิ้งทวนในสภาชุดนี้ เพราะกลิ่นยุบสภาช่วงต้นปีหน้าหึ่งยิ่ง

5 ที่นั่งที่ต้องขับเคี่ยวนี้น่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมปะผุครั้งสุดท้ายทิ้งทวนในสภาชุดนี้ เพราะกลิ่นยุบสภาช่วงต้นปีหน้าหึ่งยิ่ง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 22 พ.ย.นี้ เป็นวันแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อมทั้งหมด 5 เขต หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ 6 สส.พ้นสมาชิกภาพ เนื่องจากมีคุณสมบัติถือหุ้นต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในจำนวนนี้เป็น สส.สัดส่วน 1 คน จึงไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม

สงครามเลือกตั้งซ่อมวัดกระแสรัฐบาล-เสื้อแดง

 5 ที่นั่งที่ต้องขับเคี่ยวนี้น่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมปะผุครั้งสุดท้ายทิ้งทวนในสภาชุดนี้ เพราะกลิ่นยุบสภาช่วงต้นปีหน้าหึ่งยิ่ง ขณะที่สภาจะครบวาระ 4 ปี ในช่วงเดือน ธ.ค.ปีหน้าเช่นกัน

สำหรับ 5 เขต ประกอบด้วย กทม.เขต 2 จ.ขอนแก่น เขต 2 จ.นครราชสีมา เขต 6 จ.สุรินทร์ เขต 3 และ จ.พระนครศรีอยุธยาเขต 1 ทุกพื้นที่กำหนดวันเลือกตั้งพร้อมกันคือวันที่ 12 ธ.ค. 2553

แม้ที่นั่งเดิมเป็นของพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ถึง 3 ที่นั่ง ฝ่ายค้านมี 2 ที่นั่ง คือ จ.ขอนแก่น และที่ จ.สุรินทร์ อีก 1 ที่นั่ง แต่ผลของการเลือกตั้ง แม้ว่าฝ่ายค้านจะกวาดที่นั่งเรียบก็จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในรัฐบาล

ทว่า ผลสะเทือนหลังทราบผลการเลือกตั้งที่แต่ละฝ่ายจะใช้อ้างเป็นสงครามจิตวิทยา เพื่อวัดกระแสนิยมของพรรคตัวเอง และผลงานรัฐบาลเทียบกับกระแสเสื้อแดงก่อนจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า

ที่น่าสนใจ คือ พื้นที่เลือกตั้งครั้งนี้กระจายไปยัง 3 ภาค คือ กทม. เมืองหลวงที่ใช้วัดความนิยมของคนชั้นกลางได้เป็นอย่างดี

ภาคกลางที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เหลือเป็นภาคอีสาน ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่เสื้อแดงและเป็นด่านทดสอบความแรงของพรรคเพื่อไทย ว่ายังเสมอต้นไปเสมอปลายหรือไม่ รวมถึงคู่ต่อกรจากพรรครัฐบาลว่าจะฝ่ากระแสเสื้อแดงได้แค่ไหน

แต่คงไม่ง่ายนักที่พรรคเพื่อไทยจะกวาดได้หมด

เพราะนี่เป็นศึกศักดิ์ศรีที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ท่องวาจาว่า “แพ้ไม่ได้” พรรครัฐบาลก็ต้องงัดความได้เปรียบจากอำนาจรัฐทุกรูปแบบมาใช้

หลายพื้นที่จึงเกิดปรากฏการณ์ฮั้ว ระหว่างพรรครัฐบาลด้วยกัน หรือระหว่างฝ่ายค้านกับก๊วนเพื่อแผ่นดินที่ใกล้ชิดพรรคเพื่อไทย เพื่อเลี่ยงให้กับเจ้าของพื้นที่เดิม หรือไม่ให้พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันส่งผู้สมัครมาตัดคะแนนกันเอง ดังนั้น แทนที่จะเห็นผู้สมัครจากหลายพรรคชิงกันหลากหลาย ที่สุดแล้วการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงประชันกันระหว่างรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยทุกพื้นที่

กระทั่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อมพรรคเพื่อไทย คุยโวว่า จะกวาด 4 ที่นั่ง จาก 5 ที่นั่ง ยอมให้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่เดียว คือ กทม.

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเกิดอาการอกสั่นขวัญแขวนอย่างเห็นได้ชัด เจ้าของเก้าอี้เดิมล้วนไม่มั่นใจว่าจะรักษาที่นั่งไว้ได้ เพราะกระแสเสื้อแดงของเพื่อไทยยังแรงไม่เสื่อม

“เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร” กับ “บุญจงวงศ์ไตรรัตน์” จึงไม่ยอมลาออกจาก รมช.คมนาคม และ รมช.มหาดไทย ง่ายๆ ท้าทายกฎ 9 ข้อของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะหนึ่ง กลัวหลุดแล้วหลุดยาว สอง หวังใช้ความเป็นรัฐมนตรีเอาเปรียบคู่แข่ง แต่เมื่อถูกกดดันมากๆ เข้าจึงต้องยอมไขก๊อก

เพราะทั้งสองพื้นที่ คือ จ.นครราชสีมา และ จ.พระนครศรีอยุธยา แชมป์เก่าบุญจงกับเกื้อกูล มีโอกาสแพ้คู่ต่อกรจากพรรคเพื่อไทยได้

คู่แข่งของบุญจงไม่ธรรมดา “อภิชาเลิศพัชรกมล” อดีต สจ.โชคชัย เคยลงสมัครสส. และชนะนายบุญจง แต่ถูก กกต.ให้ใบเหลืองเสียก่อน

ที่สำคัญครั้งนี้พรรคร่วมรัฐบาลเจ้าถิ่นโคราชทั้งหลาย ไม่ว่าพรรครวมชาติพัฒนาของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรคเพื่อแผ่นดินของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี มีข่าวว่าพร้อมใจฮั้วกันเพื่อคว่ำบุญจงที่เป็นคู่อริในพื้นที่ โดยหลีกทางไม่ส่งผู้สมัคร และเตรียมเทคะแนนให้อภิชาแทน

ส่วนรายของเกื้อกูลก็เหนื่อยไม่น้อย การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เกื้อกูลเป็น สส.รั้งท้ายหลุดเข้ามาคนที่สาม ขณะที่ “องอาจ วัชรพงษ์” เป็น สจ.ในพื้นที่มา 4 สมัย และใน จ.พระนครศรีอยุธยา ก็เป็นพื้นที่ของเสื้อแดง

ขึ้นไปดูที่ จ.ขอนแก่น เจ้าของพื้นที่เดิม คือ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ทายาท “เจ๊เบียบ” ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช น่าจะชนะแบเบอร์ถึงขนาดพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีพรรคใดกล้าสู้ทั้งที่ก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยเตรียมส่ง นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีตผู้แทนฯ ปากกล้า แต่ก็กลัวแพ้กระแสเสื้อแดง จึงประกาศไม่ส่งใคร อ้างว่า คนในพื้นที่ต้องการให้ ร.ท.ปรีชาพล ทำงานต่อ

พรรคเพื่อไทยจึงพุ่งเป้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นการเฉพาะว่า ไม่กล้าส่งผู้สมัครลงภาคอีสาน ทั้งที่เคยอ้างว่า กระแสดีวันดีคืน เล่นเอาพรรคประชาธิปัตย์ต้องยอมส่งผู้สมัครแก้เกี้ยวเพื่อกู้ศักดิ์ศรี

จ.สุรินทร์ ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่พรรคเพื่อไทยอาจได้ที่นั่งไม่ยาก หลังจากเจ้าของพื้นที่เดิม “มลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ” จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่จู่ๆ ก็ถอนตัวไม่ลงสมัครรักษาเก้าอี้คืน พร้อมกับมติพรรคเพื่อแผ่นดินที่จะไม่ส่งใครลงแข่ง เปิดทางให้พรรคเพื่อไทยลงแทน เนื่องจากมลิวัลย์เป็นเด็กในคาถาของ “เกษมรุ่งธนเกียรติ” หัวหน้ากลุ่มสุรินทร์ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ออกมาเปิดศึกกับ เนวิน ชิดชอบหลังโหวตสวนรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา

ขณะที่เกษมเตรียมนำก๊วน สส.สุรินทร์ ย้ายไปสวมเสื้อเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เขตนี้จึงเป็นการชนกันระหว่าง “เพื่อไทยก๊วนเกษม” กับพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นศึกช้างชนช้างถูกคู่ เพราะ จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ติดบุรีรัมย์เป็นเป้าหมายสำคัญของพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งใจจะยึดครองพื้นที่อีสานใต้ให้หมด

ส่วน กทม. พรรคประชาธิปัตย์ส่งเต็งหนึ่ง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” อดีตผู้ว่าฯ กทม. ยากที่พรรคเพื่อไทยซึ่งส่ง “พงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ” อดีตผู้สมัคร สส.กทม. จะเอาชนะได้ เรียกได้ว่าเป็นรองทั้งกระแสในเมืองและตัวบุคคล

การเลือกตั้งซ่อม 5 ที่นั่งนี้ มีผลสะเทือนถึงการชี้วัดคะแนนนิยมผลงานรัฐบาลในช่วง2 ปี โดยเฉพาะในภาคอีสานที่รัฐบาลพยายามใช้โครงการช่วยเหลือเกษตรกร การประกันพืชผลการเกษตร โครงการไทยเข้มแข็ง ถนนไร้ฝุ่น ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือ นี่จะเป็นการเช็กผลงานในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล มาตรการเยียวยาช่วยเหลือ ที่หลายพื้นที่เผชิญอุทกภัยกันสาหัสและหงุดหงิดที่ภาครัฐช่วยเหลือช้ากว่าภาคเอกชนและสื่อมวลชน

หากผลการเลือกตั้งซ่อม พรรคเพื่อไทยกวาดมากกว่า 2 ที่นั่ง และแย่งเก้าอี้จากบิ๊กพรรคร่วมรัฐบาลในโคราชและเมืองกรุงเก่าได้ ก็จะข่มขวัญคู่แข่ง โดยหาเหตุต่างๆ มาอธิบายเมื่อ “บิ๊กเหลิม” เตรียมใช้จุดขายทักษิณมาหาเสียง เลือกเพื่อไทยให้กระจุย เพื่อจะได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ “ทักษิณ ชินวัตร” เดินทางกลับเมืองไทยเร็วสุด

การเลือกตั้งซ่อมจึงเข้มข้นยิ่งสำหรับพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการซ้อมใหญ่ก่อนเลือกตั้งจริงที่ชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลชุดหน้า ผลวันที่ 12 ธ.ค. จะเป็นคำตอบให้อภิสิทธิ์ที่ถูกม็อบเหลือง ม็อบแดงแซนด์วิชอยู่ พิจารณาได้ว่าจะยุบเร็วหรือยุบช้า หรือจะดึงอำนาจรัฐไว้นานเท่านาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท