
แล้งหนักสุดในรอบ 60 ปี !!! กำชับผู้ว่าฯทั่วประเทศบริหารน้ำรัดกุม
กรมชลประทาน เปิดศูนย์แก้วิกฤติน้ำแล้งฯ ส่งหนังสือถึงมหาดไทย คุมน้ำไม่หายกลางทาง ฯห่วงปีหน้าวิกฤติแล้งทั่วประเทศ หลังปี'62 ติดอันดับ 2 แล้งสุดในรอบ 60 ปี
กรมชลประทาน เปิดศูนย์แก้วิกฤติน้ำแล้งฯ ส่งหนังสือถึงมหาดไทย คุมน้ำไม่หายกลางทาง ฯห่วงปีหน้าวิกฤติแล้งทั่วประเทศ หลังปี'62 ติดอันดับ 2 แล้งสุดในรอบ 60 ปี
นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยสำนักงานชลประทาน17 แห่งทั่วประเทศ เปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้งปี2562/63 พร้อมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ รถขนน้ำ กว่า 1,800 รายการ ส่งไปช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้ง ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 43 จังหวัด ในเป้าหมายเบื้องต้นตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)คาดการณ์ไว้ และ 13 จังหวัด ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง ทั้งนี้ต้องเข้มงวดการบริหารน้ำหลังกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่าปี 2562 เป็นปีที่แล้งติดอันดับ 2 ในรอบ 60 ปี รองจากปี 2522 และ แล้งมากกว่า ปี 2558 ที่ไปอยู่อันดับ3
สำหรับศูนย์แก้วิกฤติแล้งฯ ที่ตั้งขึ้น จะช่วยให้ทำงานได้เร่งด่วน กระชับรวดเร็วในการแก้ไขยับยั้งปัญหาความเดือดร้อนประชาชนโดยมีการแจ้งเตือนได้แบบเรียลไทม์ทั่วประเทศ พร้อมกับเปิดสายด่วน 1640 รับเรื่องประชาชนขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชม.
ศูนย์นี้จะบูรณาการเพื่อกระชับการใช้น้ำ กระชับพื้นที่ ให้ผ่านวิกฤติไปจนถึงเดือนก.ค.63 โดยแผนการใช้น้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ ปี62/63 ระหว่างวันที่ 1พ.ย.62-30เม.ย.63 เป็นน้ำใช้การได้ 17,699 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 4,927 ล้านลบ.ม. ด้าน 4 เขื่อนใหญ่ ณ วันที่ 26 ธ.ค. 62 มีน้ำใช้การได้ 4,491 ล้านลบ.ม.ใช้ไปแล้ว 1,044 ล้านลบ.ม. เท่ากับเกินแผนไป 200 ล้านลบ.ม.หรือ 4%
ส่วนที่เกินเนื่องจากมีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักจากแผนวันละ18 ล้านลบ.ม. เป็น 25.50 ล้านลบ.ม. ระหว่างวันที่23ธ.ค.- 5ม.ค.เพื่อรักษาระบบนิเวศตลอดลำน้ำ ตั้งแต่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จนถึงอ่าวไทย เนื่องจากต้องการรักษาระดับน้ำที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ไม่ให้ต่ำกว่า 13.2 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.) เพราะในการปล่อยน้ำตามแผนพบว่า มีน้ำหายไปจากระบบตั้งแต่กำแพงเพชร ลงมาจนถึง เขื่อนเจ้าพระยา หากระดับน้ำหน้าเขื่อนต่ำจะเป็นผลให้มีปัญหาต่อการดันน้ำเข้าระบบคลองสาขาทั้งฝั่งซ้าย ขวา ของลำน้ำเจ้าพระยา จะกระทบระบบนิเวศน์ทุกคลอง ตลิ่งพัง กระทบระบบประปา จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน รวมไปถึงการผลักดันน้ำเค็มที่สถานสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี ที่บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูงต้องคุมค่าความเค็ม โดยได้เสริมจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยลุ่มเจ้าพระยา รักษานิเวศ โดยจะเพิ่มจาก 800 ล้านลบ.ม.เป็น 2 พันล้านลบ.ม.ด้วย
ทั้งนี้ได้มีหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย ประสานท้องถิ่นในการเข้มงวดสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดสองฝั่งแม่น้ำ น่าน ปิง เจ้าพระยา ไม่ให้สูบน้ำเพราะกระทบกับน้ำปลายทางมาไม่ถึง กระทบนิเวศทั้งหมด ไม่มีน้ำนอนคลอง ส่วนสถานีสูบน้ำประปาของนครหลวง และภูมิภาค อยู่ในแผนการใช้น้ำของกรมชลประทาน ดังนั้นต้องขอความร่วมมือเกษตรกร งดปลูกพืชใช้น้ำมาก หยุดทำนาปรัง
ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวฤดูแล้ง แม้ไม่มีแผนส่งน้ำการเกษตร ปัจจุบันลุ่มเจ้าพระยา ปลูกแล้ว 1.3 ล้านไร่ ทั่วประเทศ 2 ล้านไร่ เกษตรกรพร้อมจะเสี่ยงเอง ทั้งนี้ปริมาณน้ำจัดสรรไว้กินใช้ รักษานิเวศน์ ดันน้ำเค็ม และสำรองไว้ก่อนถึงฤดูฝน 2.2 พันล้านลบ.ม.เพราะกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ปี 2563 จะแล้งตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ค. ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% และฤดูฝนมาช้า 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นฝนจะทิ้งช่วง ถึงเดือนก.ค. คาดว่าฝนเข้าปลายเดือนก.ค.
อีกทั้งปริมาณฝนทั้งปีต่ำกว่าค่าฉลี่ย3-5% ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำที่จะเหลือในเขื่อน ณ สิ้นฤดูแล้ง ประกอบกับคาดการณ์ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้สถานการณ์แล้งรุนแรงมากกว่าขณะนี้และแล้งยาวต่อเนื่อง จึงจำเป็นเข้มงวดต่อการบริหารจัดการน้ำ ขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้ชี้แจงเกษตรกร โดยเฉพาะที่อยู่แนวแม่น้ำ ไม่ให้ดึงน้ำไปใช้ จะกระทบปลายน้ำ และทั้งระบบ โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ ได้นำน้ำก้นเขื่อนมาใช้แล้ว 29 ล้านลบ.ม. คาดว่าตลอดฤดูแล้งจะใช้ 300 ล้านลบ.ม.
นายทองเปลว กล่าวว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ไม่ได้ปลูกพืชฤดูแล้ง ได้จัดงบ 3,100 ล้านบาท จ้างเป็นแรงงานในโครงกรมชลฯ ในปี 2563 เช่น ภาคเหนือ 581 ล้านบาท อีสาน 995 ล้านบาท ภาคกลาง 794 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งและจำนวนงานทั้งหมด ให้สำนักงานชลประทาน แสดงไว้ในสำนักงานในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนแสดงความจำนงค์ ย้ำว่าต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และจ่ายโอนเข้าบัญชีเกษตรกร







