
ปฏิบัติการ 1.2 พันล้าน ทศวรรษความปลอดภัยบนถนน
การรณรงค์ครั้งใหม่จะเริ่มจากบังคับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ให้สวมหมวกกันน็อค 100% หลังจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถูกต่อต้านมาโดยตลอด โดยจะร่วมมือกับบริษัทเอกชนผลิตหมวกกันน็อครูปลักษณ์ใหม่
การรณรงค์ครั้งใหม่จะเริ่มจากบังคับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ให้สวมหมวกกันน็อค 100% หลังจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถูกต่อต้านมาโดยตลอด โดยจะร่วมมือกับบริษัทเอกชนผลิตหมวกกันน็อครูปลักษณ์ใหม่
โดย วารุณี อินวันนา
"ทศวรรษความปลอดภัยบนท้องถนน"เป็นข้อตกลงของประเทศสมาชิกองค์กรสหประชาชาติ กว่า 100 ประเทศ ได้ลงนามปฏิญาณกันเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2553 ที่จะนำมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดผล ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินคนในชาติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในช่วง 10 ปีที่จะมาถึง โดยจะเริ่มในปี 2554 ถึงปี 2563 รวมถึงประเทศไทยนายกรัฐมนตรีได้ประกาศออกมาเป็นวาระแห่งชาติแล้ว เหลือเพียงวิธีการดำเนินการ เพื่อร่วมปฏิบัติวาระของโลกในครั้งนี้
กระบวนการลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนน กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในวันจันทร์ที่ 22 พ.ย.2553 นี้ ทันทีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยบนท้องถนน นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้อำนวยการสำนักบูรณาการสาธารณภัยอุบัติภัย และความปลอดภัยทางถนน จะยื่นแผนการของบประมาณ 1,200 ล้านบาท ต่อนายสุเทพ เพื่อยื่นเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมครม.ต่อไป
นายชยันต์ อธิบายว่า งบประมาณ 1,200 ล้านบาทนี้ จะนำมาใช้ใน 2 ปีแรก คือ ปี 2554-2555 สำหรับดำเนินการให้ทศวรรษความปลอดภัยบนท้องถนน เป็นวาระของประเทศ เป็นวาระของจังหวัด และ ท้องถิ่น โดยจะรณรงค์ให้ประชาชนสวมหมวกกันน็อค ซึ่งจะต้องสร้างความร่วมมือจากประชาชน เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้รับแรงต้านจากประชาชนมาตลอด ทำให้ไม่สามารถลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้
"จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อคให้ได้ 100% เพื่อลดการเสียชีวิตลงให้ได้ 47% เพราะสถิติการตายมาจากศรีษะได้รับการกระแทก"นายชยันต์ กล่าว
นอกจากนี้ ในปี 2554 จะเริ่มใช้กฎหมายบังคับอย่างจริงจัง สำหรับการสวมหมวกกันน็อค และ การขับขี่ตามกฎจราจร จากที่ผ่านมามีการอลุ่มอล่วยเพราะมีแรงต้านจากประชาชน สนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการผลิตหมวกกันน็อคที่มีรูปแบบน่าสวมใส่ เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น หมวกกันน็อคครึ่งศรีษะ สำหรับคนที่อยู่จังหวัดห่างไกล มีการติดตามและประเมินผลในแต่ละจังหวัด โดยหมวกกันน็อคนี้ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ(บริษัทกลางฯ) จะเป็นผู้ประสานงานจัดหา และร่วมรณรงค์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจาก ปี 2554 จะมีการณรงค์ให้สวมหมวกกันน็อค 100% แล้ว ยังจะบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงในทุกด้าน ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ความปลอภัยของถนน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม การบังคับใช้กฎหมายอยู่ภายใต้การดูแลของตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย โดยจะมุ่งเน้นไปที่การจัดการความเสี่ยงจากการเมาแอลกอฮอลล์ของผู้ขับขี่ การจัดการความเสี่ยงเรื่องความเร็ว การให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินที่ทันท่วงที เพื่อลดความสูญเสียชีวิต
ขณะที่ นายแอนดรูว์ เพียร์ส ผู้อำนวยการ องค์กรความร่วมมือความปลอดภัยทางถนน(GRSP) หนึ่งในภาคีภาคเอกชนที่เข้าร่วมกับองค์กรสหประชาชาติครั้งนี้ ในการสร้างหลักการ และ กรอบการทำงานที่จะให้เป็นต้นแบบที่ประเทศต่างๆ นำไปใช้ได้ มี 5 เรื่อง คือ 1.สภาพถนน 2.ตัวรถที่ขับขี่ 3.การจัดการความเสี่ยง 4.พฤติกรรมการขับขี่ และ 5.การจัดการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งทุกประเทศสมาชิกจะต้องนำไปวางรายละเอียดในการปฏิบัติ
"เป้าหมายอยู่ที่การลดจำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนนให้ต่ำกว่า 10 คน ต่อผู้ประสบอุบัติเหตุทั้งหมด 1 แสนคน และ ภายใน 10 ปี จะต้องลดให้เหลือ 0 ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม"นายเพียร์ส กล่าว
สำหรับ โครงการแรกที่องค์การสหประชาชาตและภาคี กำหนดออกมาคือ ในปีแรกต้องรณรงค์ให้มีการสวมหมวกนิรภัย และลดความเร็วในการขับขี่ลง ซึ่งจากการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนผู้ขับขี่ หรือผู้ได้รับบาดเจ็บ เปรียบได้กับถูกปืนไรเฟิลยิงเข้าใส่ 3 นัดพร้อมกัน หากไม่สวมหมวกนิรภัยโอกาสรอดต่ำ
ขณะเดียวกัน โครงการ"พลังชมรมถนนปลอดภัยในสถานศึกษา สู่ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน"ที่บริษัทกลางฯ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 มีโรงเรียนเข้าร่วม 132 แห่งทั่วประเทศ และมีสมาชิกชมรม 462 คน จะเป็นต้นแบบที่จะถูกนำไปเป็นตัวอย่างในเวทีโลก เพราะถือเป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีด้านความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับเยาวชน
สำหรับจังหวัดที่ประกาศตัวออกมาชัดเจน ที่จะทำให้ประชาชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัยหรือหมวกกันน็อคให้ได้ 100% คือ จังหวัดนครนายก ที่มี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัด โดยตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้ได้ภายในกลางปี 2554
นอกจากนี้ จังหวัดหลายแห่ง เช่น ภูเก็ต เริ่มนำแนวคิดนี้เข้าไปให้ความรู้ต่อสังคม เพื่อลดความเสียหายทางเศรษฐกิจในอนาคต จากอดีตที่ผ่านมาอุบัติเหตุบนท้องถนนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าปีละประมาณ 2.32 แสนล้านบาท หรือ 2.81% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ จากข้อมูลในงานสัมมนา"พลังเครือข่ายสู่ทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ภาคกลาง ภาคตะวันออก"
ทั้งนี้ หวังว่างบประมาณ 1,200 ที่จะเตรียมขอจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หากผ่านความเห็นชอบ หวังว่า รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนทุกคนที่ออกเดินทาง ถึงอ้อมกอดของครอบครัวอย่างปลอดภัย







