posttoday
เขย่าเข่งภาษีสะท้านทุกหย่อมหญ้า

เขย่าเข่งภาษีสะท้านทุกหย่อมหญ้า

19 พฤศจิกายน 2553

การปรับโครงสร้างภาษี กลายเป็นเมนูด่วนจานร้อนให้แวดวงเศรษฐกิจและสังคมได้หนาวๆ ร้อนๆ กันอีกรอบ

การปรับโครงสร้างภาษี กลายเป็นเมนูด่วนจานร้อนให้แวดวงเศรษฐกิจและสังคมได้หนาวๆ ร้อนๆ กันอีกรอบ

โดย...ทีมข่าวการเงิน

การปรับโครงสร้างภาษี กลายเป็นเมนูด่วนจานร้อนให้แวดวงเศรษฐกิจและสังคมได้หนาวๆ ร้อนๆ กันอีกรอบ

เขย่าเข่งภาษีสะท้านทุกหย่อมหญ้า

ความร้อนแรงครั้งใหม่ ส่งเสียงตามคลื่นมา กับรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการ “ปฏิรูปภาษี” ของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมมากขึ้น

เส้นทางการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลนี้ยังอยู่อีกยาว และยังมีปัญหาอุปสรรคอีกมาก

การปรับโครงการสร้างภาษี เป็นเรื่องที่ได้ยินมาต่อเนื่องทุกรัฐบาล แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองเขียนเป็นนโยบายเศรษฐกิจให้สวยหรูเท่านั้น

ขณะที่การดำเนินการทางปฏิบัติแทบไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างสำหรับการปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีปัญหาการเมืองมะรุมมะตุ้มอย่างนี้ การปฏิรูปภาษีจะเน้นเรื่องใหญ่ๆ คือ การหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่าย และภาษีที่ส่งเสริมการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ ในหลักการกว้างๆ ของการปฏิรูปก็หนีไม่พ้น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% และการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เก็บอยู่ 30% และบุคคลธรรมดาเก็บอยู่ 1037% ให้ลดลง

จากการตีกรอบดังกล่าว ทำให้การปรับโครงสร้างภาษีดิ้นไม่หลุดต้องขึ้นภาษี VAT ก่อนลดภาษี ทำให้ฝ่ายการเมืองไม่มีใครกล้าเสี่ยง โดยอ้างว่าการขึ้นภาษี VAT ต้องรอเศรษฐกิจแข็งแรง

ขณะที่ความจริงแล้วแม้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 78% รัฐบาลก็ไม่กล้าลดภาษี เพราะกลัวเสียคะแนนทางการเมือง กลัวเผือกร้อนขึ้นภาษี ดังนั้น การปฏิรูปภาษีในเชิงระบบก็ต้องพับเก็บใส่ลิ้นชัก

สำหรับปัจจุบันการปรับโครงสร้างภาษี มีโจทย์ใหม่ที่เป็นผลจากความวุ่นวายทางการเมือง คือ ระบบภาษีต้องสร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียมทางสังคม

โดยเฉพาะคนที่อยู่ระดับบนและระดับล่าง ซึ่งถือเป็นงานช้างที่จะปรับโครงสร้างภาษีให้ตอบโจทย์นี้ได้ แม้กระทั่งการเดินหน้าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่รัฐบาลนำร่องหวังใช้เป็นผลงานชิ้นโบแดงการสร้างความเท่าเทียมในสังคม

โดยหลักการคือคนที่มีทรัพย์สินมากต้องจ่ายภาษีมาก และยิ่งมีมากและไม่ได้ใช้ประโยชน์ยิ่งต้องเสีย “เบิ้ล” เข้าไปอีก 23 เท่า ซึ่งภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผู้ที่ได้รับกระทบทุกคนไม่ว่ารายได้มากหรือรายได้น้อย คนที่มีที่ดินต้องเสียภาษี แม้ว่าจะเป็นจำนวนน้อย แต่คนที่มีมาก ก็เป็นที่แน่นอนว่าต้องเสียอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง จากข้อมูลพบว่าที่ดินที่ถือครอง 70% ของประเทศ เป็นที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และคาดกันว่าที่ดินเหล่านี้เป็นของคนที่มีอันจะกิน หรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง

ดังนั้น ทำให้การผลักดันภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชั้นของสภาผู้แทนราษฎร น่าจะดุเด็ดเผ็ดมันเป็นหนังบู๊ เพราะผู้ทรงเกียรติที่ถือครองที่ดินเป็นร้อยเป็นพันไร่ คงไม่มีใครอยากเห็นกฎหมายฉบับนี้ผ่านให้เข้าเนื้อตัวเองอย่างแน่นอน

แต่หากมองให้ใกล้กว่านั้นอีกหน่อย จะเห็นว่ากฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น่าจะเข้าพิจารณาเข้าสภาสู่สมัยนี้ นั่นหมายความว่า หากเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ มีนายกฯ ชื่ออภิสิทธิ์ และ รมว.คลัง เป็น กรณ์ จาติกวณิช คงได้เห็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้เดินหน้าต่อ

ในทางตรงข้ามหากนายกฯ ไม่ใช่พี่มาร์ค เห็นทีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องถูกเก็บลงหีบอีกครั้ง และปิดตำนานประวัติศาสตร์ของกฎหมายตัวนี้ในรอบ 30 ปี ที่เดินมาไกลที่สุดถึงขั้นการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ไปพร้อมกับปิดฉากภาษีสร้างความเท่าเทียมในสังคมในคราวเดียวกัน

ทำให้เห็นว่า การยกเครื่องภาษีไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และทำให้เสร็จภายในวันสองวัน ยิ่งคนที่เสียประโยชน์มากจากธุรกิจหมื่นแสนล้าน และนักการเมืองรับจ้างต้องสะเทือน

การปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรมเลือนรางเหลือเกิน ขณะที่กระทรวงการคลัง ระดับกรมเก็บภาษีก็รับลูก “เกียร์ห้า” ปรับโครงสร้างภาษีเป็นการใหญ่ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
แต่การปรับโครงสร้างภาษีไม่น่าจะไปได้ไกลกว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในส่วนของกรมสรรพากร พี่ใหญ่ด้านการเก็บภาษี มีการเสนอปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ให้ รมว.คลัง ไฟเขียว

โมเดลแรกให้มีการขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อที่จะมีเงินรายได้เข้ามาชดเชย กับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ซึ่งโมเดลนี้ไม่ต่างจากอดีต การขึ้นภาษี VAT ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แข็งแรง การเมืองอ่อนแอจะล้มทั้งยืนอย่างนี้ เห็นทีต้องปิดประตูโมเดลนี้ไปได้เลย

นอกจากนี้ ยังมีโมเดล ไม่ต้องขึ้นภาษี VAT แต่ให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 18% และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เหลือไม่เกิน 25% แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีการยกเลิกภาษีส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เพื่อให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลนี้อยู่เท่าเดิมสำหรับโมเดลนี้ ดูแล้วก็สะเทือนไม่น้อยกว่าโมเดลแรก

แม้จะหนีไม่แตะ VAT เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่า “รีดเลือดกับปู” ไปเททิ้งให้คนรวย แต่การไปแตะภาษีบีโอไอ ก็ทำท่าจะเป็นเรื่องร้อน เพราะการลงทุนจากต่างชาติอย่างสำคัญ หากนักลงทุนต่างชาติหนี นักลงทุนไทยไม่ขยายการลงทุน เห็นทีจะกระทบเศรษฐกิจให้สะดุดไม่มากก็น้อย

ส่งผลให้โมเดลปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรละเอียดอ่อนไปทุกเรื่อง คนจนแตะไม่ได้ คนรวยก็โดนไม่ได้ ทำให้การปรับโครงสร้างภาษีต้องถอยหลังไปตามเคย

ส่วนกรมสรรพสามิต ที่มีการแพลมๆ ออกมาจะมีการปรับครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเก็บภาษีการพนันเพิ่ม ไม่ว่าจะเก็บจากสลากกินแบ่งฯ หรือการเก็บภาษีจากการพนันแข่งม้า ก็เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
เพราะลูกค้าสลากคือคนจนมีรายได้น้อยต้องการลุ้นตัวเลข เพื่อเป็นกำลังใจชีวิต การเก็บภาษีทำให้ต้องมีภาระเพิ่ม ขณะที่การเก็บภาษีการพนันแข่งม้าเพิ่ม ก็จะไปกระทบไหล่คนมีสีไม่พอใจ การจะเดินหน้าเก็บภาษีการพนันพิทักษ์สังคมเห็นทียังต้องพิการต่อไป

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังคิดการใหญ่ไปถึงการปรับเพิ่มภาษีบุหรี่ และการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากธุรกิจนับ 10 รายการ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการปกป้องสังคม และการปกป้องธรรมชาติ แต่การเข้าไปทำให้กำไรของธุรกิจลดน้อยลงเท่าไร ก็จะเป็นแรงกดดันมาที่กรมสรรพสามิตเท่านั้น ซึ่งหากกรมสรรพสามิตไม่ถอย สุดท้ายผู้ประกอบการที่เลี่ยงเสียภาษีเพิ่มไม่ได้ ก็ต้องไปขึ้นราคาสินค้า กระทบผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดเป็นการยืนยันการปรับโครงสร้างภาษี มีผู้ได้ผู้เสียจำนวนมาก ทั้งประชาชนตาดำๆ ผู้ประกอบการที่รักษาผลประโยชน์ตัวเองมากที่สุด และนักการเมืองที่ต้องระวังหน้าระวังหลังไม่ให้เสียแต้มทางการเมืองจากการปรับโครงสร้างภาษี

ส่งผลให้การปรับโครงสร้างภาษีที่โหมโรงขึ้นมาใหม่ อาจปิดฉากลงเหมือนที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ