
ถกภาษีเสาร์นี้
คลังเสนอกรณ์พิจารณ์21พ.ย.มอบสรรพากรหารือบีโอไอก่อน
คลังเสนอกรณ์พิจารณ์21พ.ย.มอบสรรพากรหารือบีโอไอก่อน
บิ๊กคลังนัดรวมพลถกแผนปรับโครงสร้างภาษีชุดใหญ่ สรุปขึ้นไม่ขึ้นแวตในสัปดาห์นี้
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะนำเสนอแนวทางและแผนการปรับโครงสร้างภาษีชุดใหญ่ของกรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พิจารณารับทราบในการประชุมผู้บริหารระดับสูง และอธิบดีของกระทรวงการคลังในวันที่ 2021 พ.ย.นี้ ที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยแนวทางเบื้องต้นการปรับเปลี่ยนภาษีจะต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม
ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ทุกกรมภาษีกำลังเร่งทำแผนการปรับโครงสร้างภาษี เช่น สรรพากรมีแนวคิดจะลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจัดเก็บอยู่ที่ 30% ลงมา เพื่อให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ และเสนอให้ปรับลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จึงต้องไปหารือถึงแนวทางในการปฏิบัติกับบีโอไอ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส
ทั้งนี้ กรมสรรพากรเสนอให้เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม และกับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงเสนอให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีบีโอไอ เพื่อลดภาษีเงินได้นิติบุคคล
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติยังสนใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะอุตสาห กรรมรถยนต์ที่ต้องการเข้ามาขยายฐานการผลิต การปรับโครงสร้างภาษีจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สรรพากรเสนอให้ขึ้นแวตเป็น 8% และให้ลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 18-25%
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรนำภาษีมูลค่าเพิ่มกับภาษีส่งเสริมการลงทุนมาเชื่อมโยงกัน เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
นายสันติ กล่าวว่า การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจะเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน ราคาสินค้าจะปรับเพิ่มขึ้นตามฐานภาษี ขณะเดียวกันหากจะลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อให้คงภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องเช่นกัน เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ประเทศมีผลต่อการจูงใจการลงทุนจากต่างชาติ และหากไม่มีนโยบายตรงนี้ การลงทุนจะไม่ขยายตัว และการสร้างงานจะไม่เกิดขึ้น
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ยอมรับว่า กังวลกับแนวคิดปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน ซึ่งการจะปรับภาษีคงต้องมีการหารือกันก่อน เนื่องจากบีโอไอเป็น การส่งเสริมการลงทุนระยะยาว**นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า หากมีการลดภาษีสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ จะทำให้บีโอไอไม่มีสิทธิประโยชน์ที่จูงใจนักลงทุนเข้ามาลงทุนแล้ว เพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษีถือเป็นสิทธิประโยชน์หลัก ส่วนมาตรการอื่นๆ เป็นเพียงมาตรการที่อำนวยความสะดวกด้านการลงทุนให้แก่นักลงทุน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปรับลดภาษีของรัฐบาล โดยให้ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเพิ่มภาษีมูลค่าจาก 7% เป็น 8% ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเมืองไทยมากขึ้น เพราะการปรับลดภาษีนิติบุคคล จะทำให้ภาระของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจลดลง กระตุ้นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้ามาจดทะเบียนเป็นนิติลบุคคลมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงาน และสุดท้ายประชาชนก็จะได้ประโยชน์จากการที่ธุรกิจมีกำไร รายได้ลูกจ้างก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่การปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็จะช่วยให้ประชาชนมีภาระลดลง มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่วนการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเชื่อว่าประชาชนรับได้ เพราะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลง และอาจได้รับประโยชน์จากการที่ธุรกิจทำกำไรมากขึ้น รวมทั้งการขึ้น 1% ไม่น่าจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาสินค้าแพงขึ้นได้
สำหรับภาษีสิทธิประโยชน์ของบีโอไอควรจะต้องคงสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้ แต่ควรให้สิทธิประโยชน์เฉพาะในพื้นที่เป้าหมายเท่านั้น เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือพื้นที่พิเศษที่ต้องการให้เกิดการลงทุน







