
เราจะซื่อตรงต่อหน้าที่และประชาชน
....พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ถึงแม้ว่าจะมีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน มาตั้งแต่ปี 2546 หรือเมื่อ 7 ปีมาแล้ว แต่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า
“ประโยชน์สุข” ของประชาชนที่เป็นสุดยอดปรารถนา ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั้งนี้ เพราะการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยมของข้าราชการ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานด้วยตนเอง และสร้างความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน มีความรับผิดชอบ มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้บรรลุผลอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเอื้อต่อการพัฒนาระบบราชการตามเป้าหมาย
“ยังไม่เกิดขึ้น”โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกฝัง
“คุณค่า” ให้กับข้าราชการในเรื่องความซื่อตรงต่อหน้าที่ในการรับใช้ประชาชนและการปฏิบัติตนตามคำมั่นสัญญา ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวข้าราชการของรัฐ ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ สมัยที่กระแสการพัฒนาระบบราชการเริ่มแรงในปี 2546 คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเคยเสนอค่านิยมข้าราชการไทยยุคใหม่ว่า
“I AM READY” โดย I หมายถึง Integrity และให้ความหมายว่า “ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี” แต่ก็ขาดการปลูกฝังค่านิยมเหล่านั้นกันอย่างจริงจังอย่างไรก็ดี
“Integrity” ในภาษาอังกฤษมีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้น ซึ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้อธิบายไว้ว่า“Integrity
มาจากรากคำศัพท์ภาษาละตินว่า Integer แปลว่า ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อพิจารณาแล้วจะได้ความหมายว่า “คนที่จะเป็นคนเต็มคนนั้นต้องมี Integrity เป็นคุณธรรมประจำตัว” และให้ความหมายว่า การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม โดยต้องมีความหนักแน่น ความน่าเชื่อถือ ความยึดมั่นในหลักการและความถูกต้อง”นอกจากนั้น ท่านยังแนะนำแนวทางการสร้าง Integrity ในสังคมอังกฤษว่า ต้องปลูกฝังคติธรรม 7 ประการ คือ สัจจะพูดความจริง ความซื่อสัตย์สุจริต ความระลึกในหน้าที่ ความอดทนอดกลั้น ความเป็นธรรม ความเอาใจเขามาใส่ใจเรา และเมตตาธรรม ตั้งแต่เด็กๆ
ขณะเดียวกัน นักวิชาการชาวอเมริกันได้อธิบายว่า สหรัฐอเมริกาวางระบบการปลูกฝัง Integrity ตั้งแต่บนโต๊ะอาหารในบ้านไปจนถึงระดับชุมชนวิชาชีพ ด้วยวรรคทองที่ว่า
“เราจะไม่โกหก ไม่โกง ไม่ขโมย และจะไม่ยอมที่จะให้ผู้ใดทำเช่นนั้น” ซึ่งสื่อความหมายที่ชัดเจน และนำไปสู่การปฏิบัติจนเป็นวัฒนธรรมของชาติได้ง่ายส่วนรัฐบาลมาเลเซียได้ให้ความหมาย Integrity ไว้ใน
“National Integrity Plan” ว่า หมายถึง “การบ่งบอกถึงคุณภาพเชิงประจักษ์ของความดีแบบองค์รวม และพฤติกรรมที่มีความสำคัญของบุคคลและองค์กร ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม ชุดของคุณค่าที่ดีงาม และแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน”ขณะเดียวกันได้ให้ความหมาย Integrity สำหรับตัวบุคคลว่า หมายถึง
“ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของการพูดและการกระทำของบุคคล ซึ่งการกระทำดังกล่าวของบุคคลนั้นจะเป็นไปตามศีลธรรม คุณธรรม กฎหมาย และไม่เป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม”Integrity
ในมิติขององค์กร หมายถึง “สิ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงแนวทางการหล่อหลอมและปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติต่างๆ ตามกระบวนการและภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งองค์กรนั้นจะต้องปลูกฝังสั่งสอนให้สมาชิกในองค์กรปฏิบัติตามแนวทางนั้นจนเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นวัฒนธรรมขององค์กรในระยะต่อไป”ถ้าพิจารณาในหลักคุณธรรมของชาติไทย ธรรมของผู้ปกครอง คือ ทศพิธราชธรรม ได้กล่าวถึงความประพฤติที่สำคัญของชนชั้นปกครองที่ต้องดำรงไว้ 2 ประการ ได้แก่
“อาชวะ” ความซื่อตรง และ “อวิโรธนะ” ความไม่คลาดแคล้วจากธรรมนอกจากนั้น
“หลักราชการ” 10 ประการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนิพนธ์พระราชทานให้กับข้าราชการไทยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2457 ได้ระบุ “ความซื่อตรง” ไว้ 2 ประการ คือ ความซื่อตรงต่อหน้าที่ และความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป โดยทรงอธิบายว่า“
ความซื่อตรงต่อหน้าที่ คือ ตั้งใจกระทำกิจการซึ่งได้รับมอบหมายเป็นหน้าที่ของตนโดยซื่อสัตย์สุจริต ใช้ความอุตสาหวิริยภาพเต็มสติกำลังของตน ด้วยความมุ่งหมายให้กิจกรรมนั้นๆ บรรลุซึ่งความสำเร็จโดยอาการอันงดงามที่สุดที่พึงมีหนทางปฏิบัติได้”และ
“ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป หมายถึง ประพฤติซื่อตรงต่อคนทั่วไป รักษาตนให้เป็นคนควรเขาทั้งหลายจะเชื่อถือได้ โดยรักษาวาจาสัตย์พูดอะไรเป็นมั่น ไม่เหียนหันเปลี่ยนแปลง คำพูดไปเพื่อความสะดวกเฉพาะครั้ง ๑ คราว ๑”จากที่กล่าวมาทั้งหมด อาจอนุมานได้ว่า
“ความซื่อตรง” ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ในหลักราชการ มีความสอดคล้องกับความหมายของ Integrity ซึ่งนานาอารยประเทศใช้เป็นค่านิยมที่สำคัญในการส่งเสริมธรรมาภิบาลหรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้การบริหารราชการแผ่นดินมีธรรมาภิบาล วุฒิสภา โดยคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ได้ร่วมมือกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมหรือศูนย์คุณธรรม จัดการสัมมนา
“ระดมความคิดเพื่อจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” ขึ้น 3 ครั้ง จนตกผลึกในความคิดร่วมกันว่า ควรมีการจัดทำโครงการ “องค์กรต้นแบบความซื่อตรงในภาครัฐ” ขึ้น โดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรับเป็นเจ้าภาพ และศูนย์คุณธรรมเป็นผู้สนับสนุนด้านวิชาการสำหรับแนวความคิดในการจัดทำโครงการนั้น ได้เชิญชวนให้ส่วนราชการต่างๆ เสนอชื่อบุคคลที่มีความซื่อตรงต่อหน้าที่และซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไปเป็นที่ประจักษ์ เข้าร่วมโครงการ มีส่วนราชการ 22 แห่ง ส่งชื่อบุคคลและหน่วยงานเข้าร่วมโครงการนี้ โดยมีทั้งผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารระดับต้น
ขั้นต่อไป ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเชิญผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 22 ท่านมาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อระดมความคิดหาชุดความรู้ในการพัฒนาคนในองค์กรให้มีความซื่อตรง ด้วยการน้อมนำพระราชนิพนธ์
“หลักราชการ” และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสต่างๆ มาเป็นแนวทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยจะมีนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ถอดชุดความรู้ให้หลังจากให้ทุกท่านได้นำชุดความรู้ที่เหมาะสมกับองค์กรของตน ไปทดลองปฏิบัติประมาณ 3 เดือน ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเชิญบุคคลเหล่านี้ กลับมาสัมมนาเพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรอีกครั้งหนึ่ง และให้นำกลับไปทดลองปฏิบัติอีกประมาณ 3 เดือน
ในขั้นสุดท้าย บุคคลและองค์กรต้นแบบจะนำเสนอกระบวนการพัฒนาองค์กรต้นแบบความซื่อตรงในภาครัฐต่อสาธารณะในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ที่ศูนย์คุณธรรมจะจัดขึ้นในเดือน ก.ค. 2554 และรณรงค์ให้มีการขยายผลไปยังหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนอื่น ที่มีความสนใจในการสร้างความซื่อตรงให้เป็นสัญลักษณ์ขององค์กร
โดยสรุปแล้ว โครงการ
“องค์กรต้นแบบความซื่อตรงในภาครัฐ” เป็นจุดเริ่มต้นของการเติมเต็มความเป็นคนที่สมบูรณ์ให้กับข้าราชการผู้ใช้อำนาจรัฐทำงานเพื่อประชาชน โดยให้คำมั่นสัญญากับประชาชนว่า“
เราจะซื่อตรงต่อหน้าที่และซื่อตรงต่อประชาชน” และพร้อมที่จะปฏิบัติตนเป็น “แบบอย่าง” เพื่อให้บุคคลอื่นได้นำไปปฏิบัติตาม ด้วยความเต็มใจเมื่อถึงจุดนั้น เราคงจะเห็น
“รอยยิ้มของประชาชน” ซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนาระบบราชการได้อย่างแท้จริง






