posttoday
เอเซียตั้งการ์ด สู้วิกฤตข้าวยากหมากแพง

เอเซียตั้งการ์ด สู้วิกฤตข้าวยากหมากแพง

18 พฤศจิกายน 2553

หลังผงาดบนเวทีเศรษฐกิจโลกมานานกว่า 2 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก มาในปีนี้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียต่างก็ต้องเจอ “ผลข้างเคียง” อาการแสบๆ ร้อนๆ จากความร้อนแรงของเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า กับปัญหาที่มาพร้อมกับเม็ดเงินในหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น ค่าเงิน ทว่าส่วนใหญ่ก็ยังเป็นความเสี่ยงที่เกาะกลุ่มอยู่กับ “คนรวย” เท่านั้น

หลังผงาดบนเวทีเศรษฐกิจโลกมานานกว่า 2 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก มาในปีนี้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียต่างก็ต้องเจอ “ผลข้างเคียง” อาการแสบๆ ร้อนๆ จากความร้อนแรงของเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า กับปัญหาที่มาพร้อมกับเม็ดเงินในหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น ค่าเงิน ทว่าส่วนใหญ่ก็ยังเป็นความเสี่ยงที่เกาะกลุ่มอยู่กับ “คนรวย” เท่านั้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

เอเซียตั้งการ์ด สู้วิกฤตข้าวยากหมากแพง

หลังผงาดบนเวทีเศรษฐกิจโลกมานานกว่า 2 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก มาในปีนี้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียต่างก็ต้องเจอ “ผลข้างเคียง” อาการแสบๆ ร้อนๆ จากความร้อนแรงของเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า กับปัญหาที่มาพร้อมกับเม็ดเงินในหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น ค่าเงิน ทว่าส่วนใหญ่ก็ยังเป็นความเสี่ยงที่เกาะกลุ่มอยู่กับ “คนรวย” เท่านั้น

แต่วันนี้ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้นจนน่ากลัว เพราะกำลังลุกลามจนไปแตะตรงตัวที่ “คนจน” และ “ชนชั้นกลาง” หรือกลุ่มคนที่เป็นฐานสำคัญที่สุดของประเทศ กับ “วิกฤตการณ์อาหารแพง” ที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ในสังคม โดยเฉพาะจีนที่มีช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยสูงที่สุดประเทศหนึ่ง ท่ามกลางประชากรกว่า 1,300 ล้านคน และเคยเกิดจลาจลเรื่องข้าวของแพงให้เห็นเป็นระยะๆ มาแล้ว

จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า หรือผู้ว่าการธนาคารกลางจีน โจว เสี่ยวฉวน จะประกาศเอาจริงกับปัญหาเงินเฟ้อ ไม่แพ้เรื่องค่าเงินหรือฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะเงินเฟ้อในอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ล่าสุดพุ่งทะลุเลข 2 หลักไปแตะ 10.1% เมื่อเดือน ต.ค. เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางดัชนีเงินเฟ้อที่พุ่งไปแตะ 4.4% หรือสูงที่สุดในรอบ 25 เดือน

“เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงความสำคัญและความเร่งด่วนในการคงเสถียรภาพของราคาสินค้าในตลาดและดำเนินมาตรการแก้ปัญหาที่ได้ผล เมื่อถึงยามจำเป็น เราจะออกมาตรการแทรกแซงชั่วคราว ให้มีผลบังคับใช้ในสินค้าจำเป็นและในกระบวนการผลิตสินค้าบางรายการ” ผู้นำจีนกล่าวระหว่างการลงสำรวจตลาดที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ในเมืองกว่างโจว

ปัญหาเงินเฟ้อในอาหารของจีนวันนี้ มาจากปัญหาหลักๆ 3 ประการด้วยกันคือ 1.สินค้าขาดตลาดเพราะปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศ ที่ทำให้การเก็บเกี่ยวไม่ได้ตามเป้า 2.การเก็งกำไรสินค้ากักตุนก่อนจะปล่อยขายราคาแพงในช่วงเงินเฟ้อหนัก และ 3.ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงและจากเงินทุนทะลักเข้าประเทศมหาศาล

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาของมังกรจีนนั้น อาจเรียกว่าไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ใช้วิธีแทรกแซงตลาดก่อน โดยให้กระทรวงพาณิชย์นำร่องเตรียมระบายเนื้อหมูและน้ำตาลในสต๊อกของรัฐออกสู่ตลาด เพื่อหั่นราคากลางลง เมื่อวันที่ 16 พ.ย.

วันถัดมารัฐบาลจีนเดินหน้าพร้อมแก้ปัญหาต่อทันทีด้วยการประกาศแก้ปัญหาเงินเฟ้ออาหารอย่างเป็นระบบ โดยเตรียมออกมาตรการอุดหนุนด้านอาหารให้กับครอบครัวที่มีฐานะยากจน ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนในเร็ววันนี้

ทางด้านมุขมนตรีของจีนได้ส่งสัญญาณว่าการเข้าอุดหนุนหรือแทรกแซงสินค้าจำเป็นดังกล่าว อาจได้แก่สินค้าประเภท น้ำตาล ธัญพืช ฝ้ายและน้ำมัน ขณะเดียวกันก็จะแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งด้วยการควบคุมดูแลและปราบปรามการเก็งกำไรสินค้าอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม หากเป็นเพียงเรื่องของอุปสงค์/อุปทานที่แก้ได้ด้วยการเพิ่มสินค้าในตลาด หรือออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ก็คงไม่น่าห่วงพอถึงขนาดทำให้ตลาดหุ้นจีนดิ่งลงหลายวันต่อเนื่อง ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกงนั้นดิ่งลงอีก 478.56 จุด มาปิดที่ 23,214.46 จุด รวม 4 วันนับตั้งแต่ปิดตลาดวันพฤหัสบดี สัปดาห์ที่แล้วร่วงลงไปถึง 6% รับตัวเลขเงินเฟ้อ หรือดัชนีราคาผู้บริโภคจีนเดือน ต.ค. ที่พุ่งไปแตะระดับ 4.4%

นี่คือสัญญาณที่นักวิเคราะห์ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า มาตรการแทรกแซงตลาดอย่างเดียวนั้น แก้ปัญหาเงินเฟ้อในจีนไม่ได้

ไม่ช้าก็เร็ว รัฐบาลจีนต้องออก “มาตรการควบคุมสภาพคล่อง” หรือมาตรการทางการเงินอื่นๆ ออกมา และจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจในทุกด้าน ตั้งแต่ราคาข้าว ราคาเนื้อหมู ไปจนถึงราคาบ้าน คอนโดมิเนียม ตลาดหุ้น และภาคการเงิน

“ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจีนจะจบแค่การแทรกแซงตลาด คนส่วนใหญ่ในรัฐบาลต่างฉลาดพอที่รู้ดีว่า การควบคุมราคาสินค้าอย่างเดียวนั้นแก้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้ผล พวกเขาต้องดำเนินมาตรการบางอย่างเข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมสภาพคล่อง ควบคุมปริมาณเงินในตลาด หากต้องการควบคุมปัญหาเงินเฟ้ออย่างจริงจัง” เควิน ไหล นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท ไดวะ แคปิตอล มาร์เก็ต ในกรุงปักกิ่ง กล่าวกับรอยเตอร์ส

สิ่งที่ทำให้จีนไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ด้วยการแทรกแซงตลาดและคุมราคาสินค้าเพียงอย่างเดียวเหมือนในบางประเทศนั้น เป็นเพราะจำนวนประชากรมหาศาลกว่า 1,300 ล้านคน ทำให้แม้ราคาสินค้าเกษตรจะลดลงหลังแทรกแซง แต่ก็จะเด้งกลับมาแพงขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้งในช่วงสั้นๆ

หลิวเชียง นักวิเคราะห์จากบริษัท กั๊วไห่ เหลียงฉี ฟิวเจอร์ส ในจีน กล่าวกับรอยเตอร์สว่า หากจีนจะแก้ปัญหาน้ำตาลแพงด้วยการขายน้ำตาลในสต๊อกของรัฐ 1 ล้านตันเพื่อฉุดราคาลงมา วิธีนี้จะช่วยได้ไม่นานนัก เพราะด้วยคนจำนวนมหาศาลจะบริโภคน้ำตาล 1 ล้านตันให้หมดลงอย่างรวดเร็ว

จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จีนอาจประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือเดินหน้ามาตรการทางการเงินอื่นๆ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศดำเนินการไปก่อนหน้านี้

รัฐบาลเกาหลีใต้เลือกวิธีประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 2.25% เมื่อวันที่ 16 พ.ย. เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 4.1% เมื่อเดือน ต.ค. หรือสูงสุดในรอบ 20 เดือน และเป็นการขึ้นดอกเบี้ยอีกระลอกครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน ท่ามกลางสัญญาณชัดเจนว่า เกาหลีใต้เดินมาถึงยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

สอดคล้องกับที่อินเดียซึ่งใช้มาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่องในปีนี้ถึง 6 ครั้ง เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อซึ่งพุ่งไปถึงระดับ 8.62% เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าเงินเฟ้อในปีนี้ไม่ให้เกินเป้า 6%

และต้องไม่ลืมด้วยว่า มาตรการปั๊มเงินเข้าระบบระลอกใหม่ (QE2) อีก 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ของธนาคารกลางสหรัฐ จะทำให้เกิดคลื่นเงินร้อนทะลักเข้าจีนหรือประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอีกอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าอย่างแน่นอน และส่งผลให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อขยายตัวขึ้น

และเมื่อปัญหาเงินเฟ้อในวันนี้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เอเชียจึงต้องเตรียมรับมือทุกวิถีทาง ที่ไม่ได้มีแค่การแทรกแซงตลาดเหมือนเดิมอีกต่อไป..

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท