
กสิกรผวาปัจจัยลบขย่มเศรษฐกิจปีหน้าไม่ถึง4.5%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินการเมืองคุกรุ่นส่งออกติดลบ ส่งผลจีดีพีปีหน้าชะลอตัว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินการเมืองคุกรุ่นส่งออกติดลบ ส่งผลจีดีพีปีหน้าชะลอตัว
นางพิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะชะลอมาอยู่ที่ 3.5-4.5% โดยเป็นผลมาจากมูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทเริ่มติดลบ รวมทั้งราคาน้ำมันและค่าจ้างในภาคเอกชนสูงขึ้น และปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทที่ระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะที่การเมืองเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาคเศรษฐกิจ เนื่องจากจะนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่
นางพิมลวรรณ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักในการดูแลปัญหาเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มสูงเกินกรอบ 3% ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% มาอยู่ที่ 2.5% ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าและมีเงินทุนไหลเข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการออกมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม อัตราการจ้างงาน การปรับค่าแรงเพิ่ม การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในภาครัฐและเอกชนจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต
สำหรับ ปีนี้ที่คาดว่าเศรษฐกิจเติบโตที่ 6.8-7% โดยปัญหาอุทกภัยกระทบจีดีพีไตรมาส 4 ลดลงเหลือเพียง 0.8-1.8% จากไตรมาส 3 ที่คาดว่าขยายตัว 5.8%
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกประเทศจากมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของสหรัฐ (QE2) ซึ่งจะมีผลไปถึงกลางปีหน้า
ขณะที่รัฐบาลอาจมีการต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนที่จะทยอยหมดอายุในสิ้นปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานด้วยว่า ดัชนีราคาข้าวส่งออกของไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ คือเวียดนามและสหรัฐฯดีขึ้น ราคาข้าวของเวียดนามขยับขึ้นมาใกล้เคียง หรือสูงกว่าข้าวไทยในบางช่วง
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ข้าวในปี 2554 คาดว่า ราคายังขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงช่วงไตรมาส
นายดอน นาครทรรพ ผู้บริหารส่วน ดุลการชำระเงิน ธปท. มองว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง 3-5% และจะเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ไม่ใช่การส่งออกอย่างที่ผ่านมา ซึ่งจะกดดัน ธปท.อาจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อจึงมีความเป็นไปได้ว่าในระยะต่อไปธปท.อาจจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ







