
เบรกของแพง
พาณิชย์ เบรกน้ำมันปาล์มขึ้นราคา หลังเอกชนยื่นขอปรับ และคงภาษี 2% กากถั่วเหลืองนำเข้า สกัดน้ำมันถั่วเหลืองขึ้น
พาณิชย์ เบรกน้ำมันปาล์มขึ้นราคา หลังเอกชนยื่นขอปรับ และคงภาษี 2% กากถั่วเหลืองนำเข้า สกัดน้ำมันถั่วเหลืองขึ้น
พาณิชย์อ้อนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอุ้มผู้บริโภค ตรึงราคาขายปลีกถึงสิ้นปี พร้อมไฟเขียวนำเข้ากากถั่วเหลืองเพิ่ม แต่คงภาษี 2% เช่นเดิมนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มให้ตรึงราคาขายปลีกที่ขวดละไม่เกิน 38 บาท ไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน โดยเข้าใจดีว่าแนวโน้มของต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาผลผลิตปาล์มในตลาดโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการเอกชนได้ส่งเรื่องขอปรับราคาขายปลีกมานานแล้ว แต่ทางกระทรวงยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาขายปลีกในปีหน้า จะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้งว่าจะต้องปรับขึ้นหรือไม่ และในช่วงเวลาใด โดยในช่วงเวลานี้จะต้องเดินตามนโยบายที่จะช่วยให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ได้มีมติให้นำเข้ากากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น ตามข้อเรียกร้องของผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย แต่ให้คงภาษีนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวที่ 2% เช่นเดิมไม่ลดเหลือ 0% ตามที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยขอ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนวัตถุดิบในประเทศ
นางพรทิวา กล่าวว่า เอกชนให้เหตุผลในการขอปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวเพื่อลดต้นทุนในการผลิตอาหารสัตว์ ทางคณะกรรมการนโยบายอาหารจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้พิจารณาถึงผลกระทบ โดยพบว่า การลดอัตราภาษีดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ได้เพียง 90 สตางค์ต่อ 30 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับผลกระทบของการปรับลดอัตราภาษีนำเข้า ที่จะทำให้ต้นทุนในการผลิตน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 1.5 บาทต่อขวดแล้วไม่คุ้มกัน อีกทั้ง การปรับลดอัตราภาษีนำเข้ายังส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 600 ล้านบาท และจะทำให้ผู้ผลิตในประเทศถูกกดราคารับซื้อ จึงเห็นชอบไม่ควรลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ตามที่เอกชนได้ร้องขอ
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า สาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์ไม่เห็นด้วยที่จะลดภาษีกากถั่วเหลืองเหลือ 0% จาก 2% เนื่องจากจะกระทบต่อต้นทุนน้ำมันถั่วเหลืองสูงขึ้น จากการที่โรงงานผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองขายกากถั่วเหลืองภายในประเทศได้ราคาต่ำลง แต่มีต้นทุนต้องรับซื้อถั่วเหลืองจากเกษตรกรในราคาขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าราคานำเข้ากากถั่วเหลืองจากต่างประเทศมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า
“ปัญหาการลดภาษีกากถั่วเหลือเป็นความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่ม คือผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลือง แม้ว่าจะมีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศมาผลิต เนื่องจากถั่วเหลืองในประเทศไม่เพียงพอต่อการใช้งาน แต่ก็ต้องรับซื้อถั่วเหลืองในราคาประกันตามที่รัฐบาลกำหนด และนำกากมาขายให้กับผู้ใช้ในประเทศคือผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่มีการนำเข้ากากถั่วเหลืองจำนวนมากกว่าซื้อในประเทศ เพราะผลผลิตไม่เพียงพอเช่นกัน”
ดังนั้น หากมีการลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองลง จะยิ่งกดดันให้ราคากากถั่วเหลืองภายในประเทศลดลง เพื่อแข่งขันกับราคากากถั่วเหลืองนำเข้าให้ได้ ทำให้โรงงานน้ำมันผลักภาระด้วยการขึ้นราคาน้ำมันพืชแทน เพื่อเฉลี่ยรายได้จากการขายกากถั่วเหลืองที่หายไป
อีกทั้งการลดภาษีกากถั่วเหลืองเหลือ 0% ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าราคาอาหารสัตว์จะปรับลดลง เพราะกากถั่วเหลืองมีสัดส่วนในการผลิตอาหารสัตว์สูงสุดแค่ 30% เท่านั้นอีกทั้งยังมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนเนื้อสัตว์ให้ปรับราคาเพิ่มหรือลดลง รวมทั้งยังทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองอีกทาง
กากถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารสัตว์จาก 3 รายการที่ ครม.ได้มีการอนุมัติให้นำเข้าเพิ่มตามนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2554 ที่คณะกรรมการนโยบายอาหารได้มีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2553 ที่ผ่านมา โดยวัตถุดิบอีก 2 รายการ คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปลาป่นซึ่งครม.อนุมัติให้นำเข้าเพิ่ม แต่ให้คงภาษีนำเข้าที่อัตรา 2% เท่าเดิมเช่นกัน







