
ศก.ญี่ปุ่นกับภาพลวงตา เมื่อจีดีพีวัดอะไรไม่ได้
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นเติบโตมากกว่า และเร็วกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นเติบโตมากกว่า และเร็วกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นเติบโตมากกว่า และเร็วกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาส 3 โตราว 3.9% พุ่งจากช่วงไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่เพียง 1.8% เท่านั้น หรือย้อนกลับไปยังไตรมาสแรก ก็ยังเห็นอัตราการขยายตัวของตัวเลขจีพีดีอยู่
ญี่ปุ่นมีอัตราการขยายตัวของจีดีพีตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2552
จากข้อมูลตัวเลขจีดีพี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลากความสนใจจากนักลงทุนเข้าประเทศแล้ว ญี่ปุ่นควรจะมีสถานะทางเศรษฐกิจที่สดใส ด้วยสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น ผ่านพ้นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และไม่น่าตกอยู่ในอาการหน้าชื่นอกตรมอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
แต่ด้วยเหตุผลอะไรทำให้วันนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังเดินหน้าผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หนำซ้ำนี่ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนแรก รัฐบาลภายใต้การกุมบังเหียนของนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่น เคยอัดฉีดเงินเพื่อกู้เศรษฐกิจครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อเดือน ก.ย. ด้วยมูลค่าราว 9.15 แสนล้านเยน
ทำนองเดียวกับภาวะตัวเลขจีดีพีของสหรัฐช่วงไตรมาส 3 มีอัตราขยายตัวราว 2.0% แต่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐยังคงต้องแบกตัวเลขอัตราการว่างงานของประชาชนที่ล่องลอยอยู่แถว 10%
โอบามาต้องออกโรงทำหน้าที่ไม่ต่างจากนายหน้า หอบหิ้วตัวเลขเศรษฐกิจช้ำๆ มาเจรจาเปิดธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้ากับเอเชีย เพื่อต่อลมหายใจของเศรษฐกิจในประเทศ
ปัจจุบัน 153 ประเทศในโลกเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ดังนั้นการปรับตัวจีดีพีตามอำเภอใจคงเป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในโลกคือ ตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีเป็นภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาค
นั่นหมายถึงการเติบโตจากเพียงภาคส่วนเดียว แต่มีมูลค่าสูงมากก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
ในกรณีของญี่ปุ่น แม้ตัวเลขจะออกมาในทางบวกอย่างยิ่ง รัฐบาลญี่ปุ่นก็ทราบดีถึงต้นตอของตัวเลข และกำลังดิ้นรนหาทางออกที่ดีขึ้น
การขยายตัวในไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นได้รับแรงผลักดันจากตัวเลขการใช้จ่ายของทั้งผู้บริโภค และภาคธุรกิจ ซึ่งอันที่จริง โดยทั่วไปแล้วการที่ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าออกมาใช้จ่ายถือเป็นข่าวดี เพราะแสดงถึงความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ
แต่เมื่อศึกษาในรายละเอียดแล้ว ญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่ชัดเจนของภาวะภาพลวงตาของตัวเลขการขยายตัวของจีดีพี
ชาวญี่ปุ่นตัดสินใจควักกระเป๋าใช้เงิน เพราะช่วงเดือน ก.ค.ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นโค้งสุดท้ายของมาตรการเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสำหรับประชาชนที่จะซื้อยานพาหนะ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการทางภาษีของบุหรี่ ส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน ก.ย.
ทว่า ลมหายใจของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังกระเพื่อมอยู่ได้ด้วยเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ถือว่าอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง
ไม่น่าแปลกใจที่ทำให้วันนี้ นักเศรษฐศาสตร์เห็นพ้องอย่างเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีลดฮวบแน่
โดยเฉพาะเมื่อยากระตุ้นเศรษฐกิจหมดฤทธิ์ และแนวโน้ม “อาการป่วย” ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีท่าทีว่าจะยืดเยื้อและสาหัสเกินกว่าที่หลายคนจะคาดคิด
ปัจจุบันตัวเลขหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นมหาศาล เฉียด 200% ของจีดีพี
ขณะที่ในเศรษฐกิจโลกนั้นดีมานด์สินค้าของญี่ปุ่นในตลาดโลกก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นอย่างเต็มที่ และยังกลับจะมีแนวโน้มที่ลดลงด้วย โดยเฉพาะทางฝั่งของสหรัฐ และยุโรป แทบจะเป็นตลาดที่ปิดประตูตายสำหรับสินค้าต่างประเทศในช่วงเวลานี้
ดังนั้น ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาภาคอุตสาหกรรม และการส่งออกเป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศจึงยัง “ป่วน”
ประกอบกับภาวะค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ย่อมเสริมปัญหาลบทางเศรษฐกิจโดยรวมเข้าไปอีก
ยิ่งค่าเงินเยนแข็งมากขึ้นเท่าไหร่ ภาคธุรกิจซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้นเมื่อต้นทุนการผลิตในประเทศพุ่งสูง แต่รายได้จากการขายสินค้าในต่างประเทศที่เป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐนั้นกลับมีมูลค่าน้อยลงเมื่อแลกกลับเป็นเงินเยน
นายกรัฐมนตรีคัง และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแสดงทีท่าส่งสัญญาณไปยังธนาคารกลางญี่ปุ่นหลายต่อหลายครั้ง ที่จะขอให้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคการเงินของประเทศ
การสำรวจความคิดเห็นมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศญี่ปุ่นเอง ต่อตัวเลขจีดีพีในช่วงอีก 2 ไตรมาส จะเห็นภาพความจริงที่ว่า ส่วนมากเห็นพ้องว่า ญี่ปุ่นกำลังจะเผชิญกับภาวะถดถอยระลอก 2 ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2011
ภาวะภาพลวงตาของตัวเลขจีดีพีของญี่ปุ่นเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของภาพรวมเศรษฐกิจโลก และภาวะที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นครั้งแรก
โจเซฟ สติกลิกซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เคยแจกแจงประเด็นเรื่องจีดีพีภาพลวงตา โดยหยิบเอากรณีวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐขึ้นมาเป็นประเด็นศึกษา
“จีดีพีของปี 2005 เป็นเพียงภาพลวงตาที่ทำให้คนเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังไปได้สวย... ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง มีเพียงคนอย่างบิล เกตส์ ที่กำลังไปได้ดี ผู้คนในระดับล่างอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างแย่
ถึงแม้ว่าจีดีพีจะขยายตัว แต่ไม่ได้สำหรับผู้คนในระดับชั้นทางสังคมที่ต่ำกว่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 99% ของประชาชนชาวเมริกัน”
เข้าทำนองที่คุ้นหูว่า รวยกระจุก จนกระจาย
สติกลิกซ์เคยระบุว่า จีดีพีล้มเหลวในการชี้วัดความสุขที่แท้จริงของประชาชน จีดีพี ซึ่งเป็นสูตรการคำนวณที่คิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1934 โดย ไซมอน ครูซแนค นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซีย ถูกโจมตีว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่ได้ช่วยสะท้อนความจริงในสังคม หรือคาดเดาความอยู่ดีมีสุขของประเทศนั้นๆ
ภาวะที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่น จึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับบางประเทศที่ต้องไม่เลือกมองการขยายตัวของจีดีพีเป็นเรื่องสำคัญ และมักจะปั่นตัวเลขจีดีพีของประเทศแบบสูงลิ่ว ให้การขยายตัวจีดีพีทำหน้าที่ไม่ต่างจาก “โฆษณา”
กลับหลงลืมไปว่า สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะยาว เสถียรภาพของเศรษฐกิจ และความสุขของประชาชนในประเทศโดยรวม ซึ่งเป็นชนชั้นล่าง และคนชั้นกลางเป็นหลัก







