
บิ๊กซีเทกฯคาร์ฟูร์ ลดผูกขาด-ผู้บริโภคได้
กลายเป็นข่าวสั่นสะเทือนวงการค้าปลีกไทยทีเดียว เมื่อชัดเจนแล้วว่า กลุ่มคาสิโน ประเทศฝรั่งเศส ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เป็นผู้ช่วงชิงธุรกิจคาร์ฟูร์มาได้ ด้วยวงเงินถึง 35,500 ล้านบาท สำหรับการครอบครอง 42 สาขาของคาร์ฟูร์
นัยสำคัญคือ เมื่อผนวกรวมกับบิ๊กซีแล้ว จะทำให้บิ๊กซีมีสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตมากถึง 103 สาขา และคาดว่าจะมีรายได้รวมถึง 1 แสนล้านบาทในปีนี้ และทำให้หายใจรดต้นคอเจ้าตลาดอย่าง เทสโก้ โลตัส มากขึ้น
หากฟังความเห็นจากแวดวงค้าปลีกที่ไม่ใช่เทสโก้ โลตัสแล้ว ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การซื้อกิจการครั้งนี้จะส่งผลให้ตลาดค้าปลีกกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทยเหลือเพียง 2 ราย และมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกันมาก ทั้งในแง่จำนวนสาขา และรายได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ลดการผูกขาดลง
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น การต่อรองทางการจัดจำหน่ายสินค้าระหว่างผู้ค้า และซัพพลายเออร์ ซึ่งที่สุดผลประโยชน์สูงสุดจะอยู่ที่ผู้บริโภคทั่วไป เพราะรายใหญ่ทั้งสองรายต่างต้องแข่งขันเพื่อขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด และแน่นอนว่าบันไดสู่การขึ้นเป็นเบอร์ 1 ท่านผู้นำตลาดก็ต้องทุ่มทำตลาดในด้านต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาให้จูงใจผู้ซื้อ การจัดโปรโมชัน หรือการสร้างความแตกต่างให้ชัดเจน เพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคให้ได้
และแน่นอนที่สุดคือ การระเบิดสงครามราคาที่รุนแรงกว่าเดิมแน่นอน
ด้านนางภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหารเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์ และท็อปส์ เดลี่ ให้ความเห็นว่า การควบรวมระหว่างบิ๊กซี และคาร์ฟูร์ จะไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน โดยกลุ่มเป้าหมายของบริษัทอยู่ที่ระดับซีบวกขึ้นไป และตัดสินใจซื้อสินค้าที่คุณภาพมากกว่าราคา ส่วนกลุ่มเป้าหมายของไฮเปอร์มาร์เก็ต จะเป็นลูกค้าทั่วไประดับซีลงมา
ขณะที่ นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ มองในอีกแง่มุมว่า การซื้อกิจการครั้งนี้จะส่งผลดีต่อประเทศไทย ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศยังมีบรรยากาศของการลงทุน เป็นดีลที่ควรจะเกิดเพราะมีมูลค่าสูงระดับหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งธุรกิจของคาร์ฟูร์ไม่ได้มีเพียงเฉพาะธุรกิจค้าปลีกเท่านั้น แต่ยังมีการลงทุนในธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วย
นับจากนี้ จะได้เห็นศึกค้าปลีกระดับโลกมาขับเคี่ยวกันชิงความเป็นใหญ่ในประเทศไทย แต่อย่าลืมหันมองธุรกิจค้าปลีกรายย่อยที่ต้องอยู่รอดได้จากการแข่งขันด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ ช้างชนกันจนหญ้าแพรกแหลกลาญ เพราะเมื่อนั้น แม้จะมีเพียงสองรายใหญ่ก็อาจเกิดเหตุการณ์ผูกขาดตลาดได้เช่นกันบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตของไทย ด้วยยอดขาย 69,000 ล้านบาท จาก 111 สาขา โดยแบ่งออกเป็นค้าปลีกในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต 69 สาขา และเป็นส่วนของพัฒนาศูนย์การค้า ที่มีพื้นที่ศูนย์การค้าให้เช่า 69 สาขา







