
คลังชี้โอกาสทองลงทุนนอก
ขุนคลังแนะเอกชนฉวยจังหวะบาทแข็งลุยลงทุนนอกรับประชาคมอาเซียน รัฐบาลหนุนเต็มที่
ขุนคลังแนะเอกชนฉวยจังหวะบาทแข็งลุยลงทุนนอกรับประชาคมอาเซียน รัฐบาลหนุนเต็มที่
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยในงานวันนักการตลาดปี 2010 ซึ่งจัดโดยสมาคมนักการตลาดแห่งประเทศไทย ว่า รัฐบาลมีนโยบายจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการฉวยจังหวะที่เงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นไปลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการผลิตหรือการขยายตลาดการค้า โดยเน้นขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน เนื่องจากยังมีช่องทางทางการตลาดอยู่มากเพื่อรับมือการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ที่จะมีประชากรร่วม 600 ล้านคน
นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนทั้งด้านข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน การคิดยุทธศาสตร์การลงทุน และด้านภาษี
“ที่ผ่านมาเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันมากนัก ขณะที่มูลค่าการค้าขายสูงกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐและอียูรวมกัน แม้แต่การลงทุนในไทยจากอาเซียนยังมากกว่าญี่ปุ่นที่เคยลงทุนในไทย” รมว.คลัง กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า ประเด็นท้าทายรัฐบาลคือการแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อภาคเอกชน ซึ่งในส่วนของขั้นตอนทางกรมศุลกากรนั้น จะมีการแก้ไขกฎหมายชุดใหญ่อีกครั้งในต้นปี 2554 เพื่อปลดล็อกที่เป็นอุปสรรคของผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ จะมีการปฏิรูปด้านการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น เช่น การลดขั้นตอนการขอจัดตั้งบริษัทซึ่งไทยใช้เวลาถึง 32 วัน หากเทียบกับสิงคโปร์ที่ใช้เวลา 15 วัน มาเลเซีย 11 วัน ในเชิงธุรกิจถือว่ามีความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งกระทรวงการคลังจะแก้ไขให้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ
ขณะนี้มี 3 อุตสาหกรรมหลักที่ยังขยายตัวได้ดีในภูมิภาคเอเชีย คือ รถยนต์ สถาบันการเงิน และสถานพยาบาลอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งเฉลี่ยแล้วมีรถยนต์ 49 คัน ต่อประชากรในกลุ่มอาเซียน 1,000 คน แต่เวียดนามมีรถยนต์ 5 คัน ต่อ 1,000 คน ส่วนพม่ามีเพียง 4 คัน ต่อ 1,000 คน
อุตสาหกรรมสถาบันการเงินก็มีโอกาสขยายตัวพิจารณาได้จากระดับการกู้เงิน โดยจำนวนเงินกู้จากสถาบันการเงินในกลุ่มประเทศอาเซียนเฉลี่ย 1,400 เหรียญสหรัฐต่อคน สิงคโปร์ 5,100 เหรียญสหรัฐต่อคน ไทย 3,200 เหรียญสหรัฐต่อคน และ พม่ามีเพียง 7 เหรียญสหรัฐต่อคน สะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้ยังมีการเติบโตได้อีกมาก กลุ่มที่สามคืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล สิงคโปร์มีแพทย์ 170 คนต่อประชากร 1 แสนคน ไทยมีเพียง 31 คนต่อประชากร 1 แสนคน และยังมีอีกหลายประเทศที่ยังมีแพทย์ต่อประชากรในระดับต่ำ และ เป็นดัชนีเดียวที่ด้อยและสะท้อนให้เห็นการพัฒนาในแง่การแพทย์ที่สูงได้ อีก
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ความสำคัญต่อการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยระบุถึงมูลค่าการค้าระหว่างประ เทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตมากกว่า 100% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่ มีประชากรจำนวนมากถึง 600 ล้านคน ส่วนใหญ่หรือ 67% อยู่ในวัยทำงาน และมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 5% เท่านั้น และมีเพียงไทยกับสิงคโปร์ที่มีประชากรวัยทำงานสูงสุดในระดับ 72% และ 74% ตามลำดับ ขณะที่ มีอัตราการเกิดใหม่ของประชากรน้อย หมายความว่า ในอีกไม่กี่ปีไทยกับสิงคโปร์จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น







