
แผ่นดินทรุด-น้ำทะเลเพิ่ม สัญญาณเฝ้าระวังภัยธรรมชาติ
...ทีมข่าวในประเทศ
ภัยพิบัติทั้งแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม ที่เกิดขึ้นมาตลอดทั้งปี ทำให้ข่าวลือการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิและพายุพัดถล่มพื้นที่ภาคใต้ สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่ผู้ประสบภัย ซึ่งพิบัติภัยที่ผ่านพ้นยังสดใหม่ยากลืมเลือนความรุนแรงของธรรมชาติ
แต่สัญญาณของภัยพิบัติก็ใช่ข่าวลือที่จะเพิกเฉยไม่ใส่ใจ ตรงข้ามกลับเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบติดตาม เพื่อหาทางระวังป้องกัน ลดผลกระทบและความสูญเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
เฉลิมชนม์ สถิระพจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจตรวจวัดและติดตามการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกทางดิ่ง โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมจีพีเอส พบว่าในช่วง 5 ปีหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวสุมาตราอันดามัน ส่งผลให้แผ่นเปลือกโลกของประเทศไทยลดระดับลงปีละ 11 มิลลิเมตร ขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยเพิ่มขึ้นถึงปีละอีก 5 มิลลิเมตร
“
ที่สำคัญพบว่าชั้นดินทรายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มีการทรุดตัวลงถึง 15 มิลลิเมตรต่อปี และคาดว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปถึง 10 ปี ทั้งสามส่วนส่งผลทางลบต่อประเทศไทย กทม.กำลังจมลงเรื่อยๆ และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล” เฉลิมชนม์ กล่าวด้าน นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาตามหลักวิชาการเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าในอนาคตจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ จึงไม่อยากให้ประชาชนเกิดความตื่นกลัว ซึ่งทางจุฬาฯ จะติดตามศึกษาเรื่องนี้ในเชิงลึกต่อไป
ขณะที่ พงศ์ศักดิ์ วัฒนสินธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม กล่าวว่า จุฬาฯ จะระดมองค์ความรู้จากนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ รวมทั้งพัฒนาหลักสูตรหรือวิชาการจัดการพิบัติภัย พัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความรู้ และพร้อมจะปฏิบัติงานหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติขึ้นอีก
ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ สถานการณ์พายุ น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ก็สร้างความพรั่นพรึงไม่น้อย ล่าสุดพบรอยแยกและยุบตัวของพื้นดินขนาดกว้างประมาณ 12 เมตร ระยะทางยาวประมาณ 2 กิโลเมตร บริเวณบนเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราช ซึ่งกินเนื้อที่กว้างถึง 8 หมู่บ้าน คือ ใน ต.ละอาย อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช
สกล จันทรักษ์ นายอำเภอฉวาง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า รอยแยกบนภูเขาดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะหากเกิดเหตุดินถล่มขึ้นมาก็จะทำให้ราษฎรในพื้นที่ 8 หมู่บ้านดังกล่าวได้รับผลกระทบทันที หวั่นว่าจะเกิดอันตรายเหมือนเหตุการณ์ดินถล่มพื้นที่ ต.กะทูน อ.พิปูน หายไปหลายหมู่บ้านเมื่อปี 2531
ด้าน พล.ต.นพรัตน์ เศรษฐกุล นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญปฐพีธรณีวิทยา สำนักวิชา วิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบว่ารอยปริแตกดังกล่าวมีรอยเลื่อนของเปลือกโลกเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยเฉพาะรอยเลื่อนทางใต้ เช่น รอยเลื่อนระนอง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีสาขาเล็กๆ ที่มองไม่เห็น
“
หากฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง กรมทรัพยากรธรณีต้องรีบเข้าวิเคราะห์ตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะความยาวขนาด 2 กิโลเมตร นั้นเป็นเรื่องร้ายแรงมาก เพราะดินอุ้มน้ำไม่ได้แล้ว”ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ แม้อาจจะน่าตื่นตระหนก แต่ก็ทำให้ต้องคิดกันอย่างจริงจังว่า ภัยพิบัติจากธรรมชาติมิใช่เรื่องคำทำนายไกลตัว แต่อาจเกิดขึ้นได้ การระวังป้องกันและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน จึงจะเลี่ยงความสูญเสียมหาศาลอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วได้







