
การแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างมียุทธศาสตร์
...นพ.วิชัย โชควิวัฒน์
กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในที่ลุ่ม เคยมีปัญหาน้ำท่วมในอาณาบริเวณกว้างเป็นประจำทุกปี จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ถึงขั้นเคยมีการเสนอให้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ในจังหวัดที่เป็นที่ดอนกว่าปัญหาน้ำท่วม กลายเป็น
“ฝันร้าย” ของผู้บริหารกรุงเทพมหานครมาเป็นเวลายาวนาน เช่น สมัยนายธรรมนูญ เทียนเงิน ซึ่งเป็นอดีต สส. ปากกล้าจากเมืองชล มีคารมคมคายเป็นที่ประทับใจของคนกรุงเทพฯ จนได้ย้ายมาเป็น สส.กรุงเทพฯ และต่อมาได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากการเลือกตั้งแต่ในที่สุดก็กลับโดน
“สวดยับ” เมื่อเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ ขณะที่ผู้ว่าฯ อยู่ระหว่างเดินทางไปศึกษาดูงานที่สหภาพโซเวียตรัสเซีย จนต้อง “เผ่นกลับ” แทบไม่ทัน เมื่อกลับมาก็พยายามแก้ปัญหาแบบ “ถึงลูกถึงคน” คือถลกขากางเกงออกไปลุยน้ำช่วยคนกรุงเทพฯ เป็นการแก้ปัญหาในลักษณะขอความเห็นใจจากชาวกรุงเทพฯ มิใช่การแก้ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์สมัยนายเชาวน์วัศ สุดลาภา เป็นผู้ว่าฯ กทม. มีการแก้ปัญหา
“ด้วยโวหาร” ว่าปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่ปัญหา “น้ำท่วม” แต่เป็นปัญหา “น้ำขัง” มากกว่าผู้ที่เข้ามาแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ อย่างมียุทธศาสตร์ จนประสบความสำเร็จยืนยาวมาจนกระทั่งทุกวันนี้ คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง โดยได้แก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ อย่างมียุทธศาสตร์ โดยได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาน้ำท่วมในลักษณะ
“มองทะลุ” ว่าปัญหาเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ 3 เรื่อง คือ 1) น้ำเหนือ 2) น้ำฝน และ 3) น้ำทะเลหนุนวิธีที่ พล.ต.จำลอง ใช้มีมาตรการสำคัญ 2 ประการ คือ 1) ประสานกับกรมชลประทานในการ
“บริหาร” น้ำในเขื่อน มิให้ไหลทะลักลงมาท่วมกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุน 2) สร้างคันกั้นน้ำถาวรทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก ให้น้ำเหนือส่วนหนึ่งระบายออกไปทั้งสองด้านนั้น ไม่รวมไหลบ่าตรงลงมากรุงเทพฯ ทั้งหมดปัญหาต่อไปคือปัญหา
“น้ำฝน” สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้คือห้ามฝนมิให้ตกลงในบริเวณกรุงเทพฯ สิ่งที่มนุษย์ทำได้คือ เมื่อฝนตกลงมาแล้วต้องรีบระบายออกไปให้เร็วที่สุด มิให้เกิดการ “ท่วมขัง” อยู่บนถนนหนทาง หรือตามตรอกซอกซอยและบ้านเรือนผู้คน วิธีการคือ 1) ลอกท่อระบายน้ำฝนมิให้อุดตัน และเพิ่มขยายท่อระบายน้ำเพื่อให้น้ำระบายได้เร็วขึ้น 2) ขจัดสิ่งที่กีดขวางทางระบายน้ำ เช่น การรุกที่หรือการทับถมคลองต่างๆ 3) สูบน้ำออกจากคลองหลักต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้เป็นเส้นทางสัญจร เช่น คลองผดุงกรุงเกษมเพื่อให้รับน้ำฝนที่ตกลงมาก่อนระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้โดยรวดเร็ว วิธีการที่ได้ผลดีเยี่ยมวิธีหนึ่งในการระบายน้ำฝน คือ หลักการ “แก้มลิง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้แนะยุทธศาสตร์แก้ปัญหาน้ำฝนนี้ สามารถแก้ปัญหาได้ดี หากฝนไม่ตกหนักและยาวนานเกินไป แต่คราวหนึ่ง พล.ต.จำลอง โชคร้ายเจอฝนตกหนักและตกติดต่อกันยาวนาน จนระบบการระบายน้ำที่เตรียมไว้ทั้งหมดไม่สามารถระบายได้ทัน พล.ต.จำลอง พลาด ที่ออกมาชี้แจงเสมือนโยนความผิดให้
“เทวดา” ว่าแก้ปัญหาไม่ได้เพราะเป็น “ฝนพันปี” นั่นคือเป็นฝนที่หนักเป็นประวัติการณ์ในรอบพันปีจึงจะมีครั้งหนึ่ง แทนที่จะได้รับความเห็นใจ กลับเป็นเหตุให้ถูกรุมถล่มอย่างหนักว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” เพราะการเก็บข้อมูลสถิติน้ำฝนเพิ่งทำมาราวร้อยปีเท่านั้น เล่นเอา พล.ต.จำลอง “อ่วม” ไปเลย แต่โดยทั่วไปวิธีการแก้ปัญหานี้ก็ได้ผลดี สำหรับเรื่องการป้องกันน้ำทะเลหนุน ใช้วิธีการสร้างประตูกันน้ำที่บริเวณปากคลอง แล้วตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เร่งระบายน้ำออกไป นอกจากช่วยเร่งระบายน้ำแล้วยังกันน้ำทะเลหนุนได้ด้วย เขื่อนดังกล่าวเข้าใจว่าทำมาก่อนสมัย พล.ต.จำลอง แต่ไม่ใคร่มีประสิทธิภาพ เพราะมักไม่มีใครรับผิดชอบเอาใจใส่อย่างจริงจัง ทำให้เกิดปัญหาเครื่องเสีย ไม่ได้ซ่อมให้ใช้การได้ตลอดเวลา และยังอาจมีปัญหาเรื่องการทุจริตน้ำมันเครื่องสูบน้ำอีกด้วย พล.ต.จำลอง ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะ “ผู้สมัครอิสระ” ไม่สังกัดพรรคก็จริง แต่ความจริงแล้ว พล.ต.จำลอง มีทีมงานที่เข้มแข็ง ใหญ่โต และมีประสิทธิภาพสูงมาก จากสมาชิก “กองทัพธรรม” ที่เป็นทั้งหูตาและกองกำลังกระจายอยู่ในทุกจุดที่สำคัญ เช่น ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขต และจุดที่เป็นปัญหาต่างๆ แต่ละคนกินน้อยใช้น้อย แต่อุทิศตัว ทุ่มเท ทำงานหนักทำให้สามารถรับรู้ปัญหาได้เร็วและแก้ปัญหาได้เร็ว และตรงจุดด้วย จึงสามารถแก้ปัญหาที่คนโดยมากไม่คิดว่าจะแก้ไขได้อย่างปัญหาน้ำท่วมจนเป็นผลสำเร็จแม้จะยังมีบางส่วนที่แก้ไม่ได้ เช่น ตามริมบึงแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นที่ท่าพระจันทร์ ก็เป็นส่วนน้อย เนื้อที่ส่วนใหญ่แก้ไขได้ และแก้ไขได้อย่างยั่งยืนมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะแก้ปัญหาอย่างมียุทธศาสตร์







