
ทางเลือก...ไม่เลือกก็ต้องเลือก
.....โชติชัย สุวรรณากรณ์
วันนี้ขอนำเรื่องทางเลือกมาคุยกันสักหน่อย แต่เป็นทางเลือกด้านพลังงาน ซึ่งวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยทางเลือกกับการตัดสินใจบนทางเลือกที่มีอยู่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง เช่น ผู้บริโภคก็ต้องเลือกกินเลือกใช้ให้เกิดความพอใจสูงสุด ผู้ผลิตก็ต้องเลือกใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อทำการผลิต และก่อให้เกิดผลกำไรสูงสุด
แต่ทุกครั้งที่ทำการเลือกจะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสตามมาด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าผู้ที่ทำการเลือกจะตระหนักหรือไม่ก็ตาม เพราะค่าเสียโอกาสนั้นมันเกิดจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่มีอยู่ โดยวัดจากสิ่งที่ดีที่สุดที่เราต้องสูญเสียไปเพื่อทำการเลือกสิ่งที่ต้องการ และที่ยิ่งดูจะขัดแย้งกับความรู้สึกของพวกเราก็คือ การไม่เลือกอะไรเลยสักอย่าง ก็หนีไม่พ้นการต้องจ่ายต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่ดี
นั่นก็เพราะว่าการไม่เลือกอะไรเลยก็คือการที่คุณเลือกที่จะไม่เลือกแล้วนั่นเอง
พูดวนเวียนไปมาเกี่ยวกับทางเลือกและการเลือก เพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทั้งหลายตั้งแต่เกิดจนตายนั่นเอง ขนาดตายแล้วบางคนยังเลือกฝากคนข้างหลังไว้อีกว่าจะให้จัดการอย่างไร
อย่างในเรื่องของพลังงานในบ้านเราตอนนี้ก็ดูจะหนีไม่พ้นเรื่องของการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพราะกระแสต่อต้านนับวันดูจะหนักหน่วงรุนแรงขึ้นทุกที อย่างที่ฝรั่งเขาบอกว่า
“ไม่ใช่ที่สวนหลังบ้านฉัน” (NIMBY : Not In My Backyard) ความหมายก็ตรงตัวอยู่แล้ว คือ จะไปสร้างที่ไหนก็ไป แต่ต้องไม่ใช่แถวบ้านฉันกระแสเหล่านี้นับวันดูจะเกินเลยไปถึงขั้นการต่อต้านเทคโนโลยีกันเลยก็ว่าได้ เรียกว่าจะพัฒนาอะไรในแต่ละพื้นที่ทุกวันนี้ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขากันเสียอีก
โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าผมเห็นแย้งกับท่านที่คัดค้านหรือเห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านะครับ โดยส่วนตัวผมชอบการเห็นแย้งในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นสิ่งดีที่ทำให้เกิดการฉุกคิดและตรวจสอบ ไม่ใช่ภาครัฐจะทำถูกเสียหมดทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าภาครัฐทำผิดไปเสียทั้งหมดจนไม่น่าไว้ใจ ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าคนเราจะมีธงในใจอยู่แล้ว และไม่อยากเปิดใจรับฟังเหตุผลของอีกฝ่าย จนทำให้การพัฒนาต่างอยู่ในภาวะชะงักงันไปหมด
หากเราลองมาดูเรื่องของการตั้งโรงไฟฟ้า ถามว่าทำไมต้องทำการตัดสินใจเสียแต่ตอนนี้ ทั้งนี้เพราะการจะตั้งโรงไฟฟ้าหนึ่งโรงมีกระบวนการขั้นตอนการตัดสินใจที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน มันไม่เหมือนกับการตั้งโรงงานทั่วไปหรือเปิดร้านขายของ อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กำลังประท้วงกันอยู่ทุกวันนี้ หากเราสมมติว่าวันนี้เราได้ข้อสรุปว่าจะสร้างจริง กว่าเราจะเห็นมันเดินเครื่องก็อีก 10 ปีเป็นอย่างน้อยนับจากวันนี้
การลงมือตัดสินใจเลือกเดินหน้าหรือชะลอโครงการในวันนี้ล้วนส่งผลกระทบไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งเสมอต่อสังคมและประเทศชาติของเรา
หากถามว่าการตั้งโรงไฟฟ้าเพิ่มแล้วได้อะไรบ้าง และเสียอะไรบ้าง เราอาจนึกคำตอบดีๆ ได้ไม่ยากว่า ข้อดีก็เพื่อป้องกันปัญหาการมีไฟฟ้าไม่พอใช้ในวันข้างหน้า นั่นก็คือเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศนั่นเอง ผมไม่อยากจินตนาการว่า 1020 ปีจากนี้ไป หากเราไม่เตรียมพร้อมจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอ เราอาจจะได้เห็นเหตุการณ์ไฟตก ไฟดับ หรืออาจจะต้องมีการปันส่วนแบ่งช่วงเวลาการใช้ไฟระหว่างบริเวณเขตเมืองกับเขตปริมณฑล
สิ่งที่พูดมานี้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงได้ค่อนข้างมากทีเดียว เพราะปัจจุบันอัตราการเจริญเติบโตด้านการใช้ไฟฟ้าเป็นไปในทิศทางเดียวกับระบบเศรษฐกิจ โดยการใช้ไฟฟ้าในประเทศขยายตัวประมาณ 4% ต่อปี ในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ในปี 2552 ที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 19% ซึ่งกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองจะคำนวณเป็นสัดส่วนร้อยละที่เหลือของกำลังผลิตไฟฟ้าที่พึ่งได้ หลังจากหักลบด้วยการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) แล้ว ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวบอกถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้าในบ้านเราที่จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในทุกช่วงเวลา หากตัวเลขดังกล่าวต่ำเกินไปก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางด้านพลังงาน ไฟตก ไฟดับ อาจจะเกิดขึ้นได้
ซึ่งจากการศึกษาโดยสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าผลกระทบจากไฟฟ้าตกหรือดับจะก่อให้เกิดผลกระทบในรูปของตัวเงินประมาณ 60 บาทต่อหน่วย (Kwh) ในขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.94 บาทต่อหน่วย ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากไฟดับเทียบกับต้นทุนที่ต้องซื้อไฟฟ้ามาใช้มีความแตกต่างกันโดยประมาณถึง 20 เท่าตัว
อันที่จริงเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานในระบบไฟฟ้าของประเทศมิใช่มีแต่เพียงเรื่องของการผลิตให้เพียงพอแก่ความต้องการเท่านั้น หากแต่การเลือกใช้เชื้อเพลิงที่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้าก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยิ่งเช่นกัน โดยในปัจจุบันจากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพลังงาน สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศไทย พบว่ามีการใช้ก๊าซธรรมชาติ 71% ถ่านหิน 20% น้ำมัน 0.3% พลังน้ำ 5% นำเข้า 2% และพลังงานทดแทน 2% ด้วยสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่สูงเช่นนี้ จึงทำให้รัฐต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากจนเกินไป จึงเป็นที่มาของการรณรงค์ส่งเสริมการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่ในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของการพึ่งพาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีปริมาณจำกัด อีกทั้งการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลมในพื้นที่ที่มีศักยภาพก็จะไปทับซ้อน และกินบริเวณกว้างในพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกบริเวณภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นภูเขาป่าอุทยานฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และป่าอุดมสมบูรณ์บริเวณทางใต้
หากเราจะแก้ปัญหาความไม่พอเพียงของพลังงานด้วยการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม ก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะสั้น แต่การยืมจมูกผู้อื่นหายใจในระยะยาวย่อมไม่เป็นผลดี อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มแต้มต่อในการเจรจาต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศแก่ประเทศผู้ขายพลังงานให้กับเรา
ในที่สุดจากทางเลือกที่มีอยู่ไม่มากนัก เราก็ต้องกลับไปทบทวนดูว่าเราจะเลือกให้ดีที่สุดได้อย่างไรจากสิ่งที่มีอยู่ ถ่านหินจึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอีกครั้งด้วยปริมาณสำรองที่มหาศาลในโลกที่ยังจะพอเพียงไปอีก 150 ปี
ในขณะนี้การพัฒนาเทคโนโลยีในการดักจับก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าถ่านหินก็กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าต้นทุนในขณะนี้ยังคงสูงอยู่ แต่คาดว่าในอนาคตอันใกล้คงจะมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากยิ่งขึ้น นิวเคลียร์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีการพูดถึงมากในช่วงนี้ แม้ว่าภาพลักษณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะถูกบิดเบือนให้ดูน่ากลัวเกินจริง แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่สะอาดกว่า โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แม้ว่าต้นทุนเชื้อเพลิงจะสูงกว่า แต่ต้นทุนในการบำบัดอากาศแทบจะไม่มี จึงทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของนิวเคลียร์ถูกกว่าโรงไฟฟ้าชนิดอื่น แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ยังต้องผ่านด่านการทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐและผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบจะต้องเร่งกระทำต่อไป
ในที่สุดแล้วประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศก็ต้องทำการเลือกตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ดีที่สุด และรับฟังทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างเป็นธรรม แต่หากเรายังไม่ได้ข้อสรุป และไม่สามารถตกลงเลือกอะไรได้สักอย่าง ผลแห่งการตัดสินใจนั้นก็จะย้อนกลับสู่พวกเราทุกคนในวันข้างหน้าอยู่ดี







