
กทม.พร้อมหรือยังที่จะเป็นศูนย์กลางสำนักงานในระดับภูมิภาต (ตอนที่2)
.....สมชาย สกุลสุรรัตน์
บทความที่จะเขียนวันนี้ ตั้งใจเขียนต่อจากที่เขียนค้างไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จึงขออนุญาตเท้าความเดิมเล็กน้อย เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่ไม่ได้ติดตามอ่านมาตั้งแต่ต้นทราบที่มาที่ไปของเรื่องที่เขียน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านทราบว่า ประเทศไทยเราเคยออกพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับในปี ค.ศ. 2002 เพื่อส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งสำนักงานปฏิบัติการระดับภูมิภาค หรือ Regional Operating Headquarters ในประเทศไทย โดยเล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากรายได้เงินตราต่างประเทศที่สำนักงานเหล่านี้จะได้รับจากการให้บริการเครือข่ายสาขา และบริษัทในเครือที่ดำเนินการอยู่ในภูมิภาคนี้ ตลอดทั้งรายได้จากการลงทุนของสำนักงานในประเทศไทย การเปิดโอกาสการเรียนรู้เทคโนโลยีและการบริหารสมัยใหม่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ได้สรุปไว้ตอนที่แล้วว่าถึงแม้จะมีการให้สิทธิประโยชน์ทั้งทางภาษีและมิใช่ภาษี แก่ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนมากพอสมควร แต่บริษัทข้ามชาติทั้งที่เป็นบริษัทต่างชาติหรือแม้แต่บริษัทข้ามชาติสัญชาติไทยเอง ยังเลือกที่จะไปลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์อยู่ดี ทำให้ไทยพลาดรายได้จากการประกอบธุรกิจของสำนักงานประเภทนี้ปีละหลายแสนล้านบาท คำถามคือ ทำไมบริษัทข้ามชาติถึงเลือกสิงคโปร์เป็นฐานในการตั้งสำนักงานระดับภูมิภาค แทนที่จะเลือกไทยซึ่งให้สิทธิประโยชน์ในทำนองเดียวกันกับสิงคโปร์
ขอมาต่อกันตรงนี้ครับว่า ผมเองสงสัยเหมือนกันว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทข้ามชาติไม่มาตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย และที่เข้ามาตั้งดำเนินการอยู่พักหนึ่งก็ปิดสำนักงานไปดำเนินการต่อที่ประเทศสิงคโปร์
ความจริงคนต่างชาติโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติ รายไหนก็รายนั้น ผมมั่นใจว่าถ้าให้เลือกทำงานระหว่างไทยกับสิงคโปร์ หรือแม้แต่ประเทศแม่ของเขาเอง คงขอเลือกมาทำงานในประเทศไทย
ที่พูดนี้ไม่ใช่โมเมพูดเอง เออเองนะครับผู้เขียนเองเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติตั้งแต่วันแรกที่เรียนหนังสือจบเป็นเวลานานกว่า 15 ปี มีเพื่อนฝูงและผู้บังคับบัญชาชาวต่างประเทศมากมาย เพราะพวกนี้เข้ามาทำงานในประเทศไทย คนหนึ่งไม่เกิน 3 ปี ก็ถูกจับเวียนไปทำงานที่อื่น
เชื่อไหมครับ รายไหนรายนั้นไม่อยากย้ายออกจากประเทศไทย ยิ่งคนที่มีครอบครัวแล้วยิ่งไม่อยากย้ายไปไหน เพราะอยู่เมืองไทยอยู่บ้านหรูหรา มีรถพร้อมคนขับคอยเปิดประตูให้มาตามไปจ่ายตลาด เข้าคลับพักผ่อนสังสรรค์กับพวกเดียวกัน เพราะฉะนั้นเวลาถูกย้ายคนที่เสียอกเสียใจ บางคนร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรคือบรรดามาดามหรือภรรยาของผู้บริหารเหล่านี้ที่ไม่อยากกลับไปอยู่อพาร์ตเมนต์ ทำกับข้าวเอง ซักผ้าเองอีก จะมียกเว้นอยู่บ้างคือมาดามที่คิดว่าขืนอยู่เมืองไทยต่อไป จะถูกเลื่อนชั้นให้เป็นมาดามหลวง เพราะสามีชักจะออกนอกกรอบจากการเป็นมือสมัครเล่นชั่วครั้งชั่วคราว เป็นมืออาชีพเอาจริงเอาจังขึ้นมา ที่ผมรู้จักก็หลายรายเหมือนกัน ต้องคอยหลบไม่ไปไหนด้วยเพราะเกรงใจมาดาม
ทีนี้พอสงสัยผมก็ลองหาสาเหตุว่า ทำไมบริษัทข้ามชาติซึ่งต้องบริหารโดยคนที่ชอบอยู่เมืองไทย จึงไม่เลือกไทยเป็นฐานของสำนักงานระดับภูมิภาค คือ สำนักงานหลักที่ให้บริการสำนักงานในภูมิภาคเดียวกัน เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัท
สาเหตุแรกที่ผมป้ายความผิดให้ทราบไหมครับว่าอะไร ไม่ต้องทายมาทางเอสเอ็มเอสให้สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ อย่างที่ชอบหลอกให้คนส่งคำทายเพื่อแบ่งค่าส่งกันระหว่างบริษัทโทรศัพท์เจ้าของเครือข่ายกับเจ้าของรายการที่โทร.เข้าไปหรอกครับ บอกเลยก็ได้ว่า ผมไปโทษการจราจรในกรุงเทพฯ หรือ BANGKOK TRAFFIC ที่โด่งดังไปทั่วโลกครับถึงความสาหัสสากรรจ์ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทข้ามชาติไม่เข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาค
ข้อเท็จจริง ผิดทั้งเพครับ เพราะสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องเดินทางฝ่าการจราจรไปพบใครเพื่อพูดจากันอีกแล้ว อีกประการหนึ่ง การที่จราจรของเราเป็นการจลาจลทำให้เกิดธรรมเนียมว่า ผิดนัดไปสักไม่เกิน 15 นาที ถือว่าใช้ได้ ซึ่งใช้ไม่ได้อย่างยิ่งในต่างประเทศ ปัญหาการจราจรจึงพอยอมรับได้ และหลังๆ นี้การจราจรในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกก็ติดขัดระดับน้องๆ กรุงเทพฯ เหมือนกัน จึงต้องขอโทษคุณจราจรมา ณ โอกาสนี้ด้วยที่ชอบเอาไปใช้อ้างในทางที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย
พอโทษการจราจรไม่ได้ ผมก็หาแพะตัวที่สองตามแบบฉบับคนที่ไม่เคยโทษตัวเองเลยเวลาเดือดร้อนขอให้โทษแบงก์ชาติหรือรัฐบาลไว้ก่อนเป็นใช้ได้
ก็ใช้ไม่ได้อีกเพราะเรื่องนี้แบงก์ชาติไม่เกี่ยว และที่เกี่ยวบ้างเช่นเรื่องการโอนเงิน การให้กู้ยืมเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ ก็ไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักในการตัดสินใจลงทุน ส่วนรัฐบาลก็ออกพระราชกฤษฎีกาให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนไปแล้ว จะไปโทษว่าเป็นต้นตอที่ทำให้บริษัทข้ามชาติไม่เข้ามาลงทุนก็ใช่ที่ เพราะถ้าจะเก็บค่าเบี้ยบ้ายรายทางนอกรัฐธรรมนูญ เขามักเรียกเก็บจากคนไทยด้วยกันเองมากกว่า เนื่องจากการไปเก็บจากบริษัทต่างชาติมีความเสี่ยงสูง เพราะรัฐบาลต่างชาติเขาเอาจริงเรื่องนี้ เช่นเมื่อเร็วๆ นี้เขาก็เอาผิดกับบริษัทที่ให้สินบนกับผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในเมืองไทยมาแล้ว ในขณะที่ข้างผู้รับยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน
พอโทษคนอื่นไปจนหมดแล้วยังหาคนผิดไม่ได้ ก็จำเป็นต้องหันมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างจริงๆ จังๆ เพราะอย่างไรๆ ไม่มีวันโทษตัวเองอยู่แล้วตามค่านิยมของสังคม ปรากฏว่าเนื้อหาสาระของพระราชกฤษฎีกาที่ออกมาเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานระดับภูมิภาค ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนหลายประการ เช่น ลดภาษีเงินได้จากการให้บริการจาก 30% เหลือ 10% ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผลที่สำนักงานได้รับหรือจ่ายลดภาษีสำหรับเงินได้จากดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและค่าลิขสิทธิ์ และลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานชาวต่างประเทศ ถ้ารายได้ได้รับจากต่างประเทศและคิดภาษีเงินได้เพียงร้อยละ 15 สำหรับรายได้ที่ทำงานให้ R.O.H ในประเทศไทย
สิทธิประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานั้น เป็นสิทธิประโยชน์ที่บริษัทข้ามชาติจะได้รับจากการเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย รวมทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้บริหารที่เขาส่งเข้ามาทำงาน ซึ่งบริษัทเป็นผู้จ่ายภาษีเงินได้ให้ เป็นสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับที่ประเทศเพื่อนบ้านให้กับบริษัทข้ามชาติ
แต่เงื่อนไขที่ทำให้เขาไม่เข้ามานั้น เกิดจากเงื่อนไขหลักเงื่อนไขเดียวที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
เงื่อนไขนั้นกำหนดคุณสมบัติของสำนักงานภูมิภาคไว้ว่า สำนักงานที่มีสิทธิจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุน จะต้องมีรายได้จากการให้บริการธุรกิจในเครือในต่างประเทศอย่างน้อยร้อยละ 50 ของรายได้รวมทั้งบริษัท
ปรากฏว่า มีไม่กี่รายที่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ว่า จึงไม่เข้ามาหรือพอเข้ามาแล้ว ปฏิบัติตามคุณสมบัตินี้ไม่ได้ก็พับเสื่อ ไม่ใช่กลับบ้านนะครับ ไปเปิดใหม่ที่สิงคโปร์ ซึ่งมิได้กำหนดคุณสมบัตินี้ไว้แทน
ถ้าอยากทราบว่าทำไมคุณสมบัติที่ว่าจึงไม่มีใครปฏิบัติได้ สู่อุตส่าห์ออกกฎหมายส่งเสริมมาทั้งทีคงต้องขอต่ออาทิตย์หน้าอีกครั้ง เพราะเผอิญวันนี้เขียนอะไรออกนอกลู่นอกทางไปแยะขออภัยครับ







