
การรับมือ 7 ปัจจัยเสี่ยง "สึนามิดิจิทัล"
รมว.อุดมศึกษาฯ เตือนคนไทยถึงการรับมือ 7 ปัจจัยเสี่ยงสึนามิดิจิทัลในยุคโลกเทคโนโลยี
รมว.อุดมศึกษาฯ เตือนคนไทยถึงการรับมือ 7 ปัจจัยเสี่ยงสึนามิดิจิทัลในยุคโลกเทคโนโลยี
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวเตือนคนไทยถึงการเตรียมรับมือ "สึนามิดิจิทัล” ในยุคโลกดิจิทัล ว่า ยุคนี้คือยุคโลกป่วนหรือดิสรับชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดิสรับที่เกิดจากเทคโนโลยี ซึ่งท้ายที่สุดมันจะกลับมาดิสรับพฤติกรรมของคนภายใต้โลกใหม่นี้เอง
ทั้งนี้ เชื่อว่าอีก 3-5 ปี จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกมหาศาล ประเด็นสำคัญคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือป่วนลักษณะนี้เกิดขึ้นมาจะมองให้เป็นโอกาสและมีการปรับตัวให้สามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรได้บ้าง ซึ่งการเตรียมการรับมือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกับ 7 ปัจจัยเสี่ยงสึนามิดิจิทัลที่ท้าทายการพัฒนาคนและจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
1.การปรับเปลี่ยนของอาชีพ (Career Migration) เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา บางอาชีพอาจจะหายไป จึงทำให้คนในยุคนี้ต้องเน้นการเพิ่มทักษะ ปรับเปลี่ยนทักษะหรือพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา
2.การเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มีการจ้างงาน (Jobless Growth) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนระบบดิจิทัลหรือข้อมูล ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น
3.ความแตกต่างทางด้านทักษะ (Skill Divide) คนที่มีทักษะจะถูกแบ่งออกมาเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คนที่มีทักษะทางด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี (High Tech)และคนที่มีทักษะด้านบริการ และไม่มีทักษะทางด้านดิจิทัล (High Touch)ทำให้ต้องมีการหางานที่สอดคล้องกับทักษะของคนทั้งสองกลุ่มนี้
4.เกิดการแข่งขันเพื่อแย่งคนเก่ง (Competing for Talents) สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานทั่วโลกจะพยายามดึงดูดคนเก่งให้เข้าไปเรียน หรือทำงานอย่างรุนแรง ดังเช่นที่ว่า “ถ้าเก่งจริง เดี๋ยวก็มีคนมาซื้อตัว”
5.การใช้ชีวิตที่หมุนเวียน (Multistage Life) จากแนวคิดที่ว่ารูปแบบการใช้ชีวิตของคนจะเริ่มจากการเรียน (Learning)จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่การทำงาน (Working) และจึงใช้ชีวิต (Living)ตามลำดับ แต่ในอนาคตการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตของคนหนึ่งคน จะวนเวียนอย่างต่อเนื่อง คนสูงอายุก็จะมาเรียนรู้ใหม่ หรือคนที่ทำงานไปแล้วก็อาจใช้ชีวิต และกลับมาทำงานใหม่ได้
6.การลงทุนในทรัพยากรทางด้านปัญญา (Intellectual Capital Investment)ปัญญาหรือคนถือเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด ต่อไปการวางแผนแรงงาน และการวางแผนแรงงานปัญญา (Manpower and Brainpower Planning)จะมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการทำงานอย่างมาก
และ 7.อาชีพแห่งอนาคต (Career for the Future) การพัฒนาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะนำมาสู่อาชีพที่เป็นที่ต้องการในอนาคตมากมาย เช่น นักวิทยาศาสตร์ทางด้านข้อมูล หรือวิศวกรทางด้านปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น
นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากการพัฒนาคนข้างต้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องของการปรับกระบวนการทำงาน ต่อไปเราจะทำงานแบบเก่งคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ และทำงานแบบเครือข่าย เพื่อมาร่วมกันพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน ซึ่งตนขอเสนอแนวคิดที่เรียกว่าNEAในการมาปรับใช้ในการทำงาน N มาจาก Nobody ownsหรือไม่มีใครเป็นเจ้าของ E มาจาก Everybody can use itหรือทุกคนสามารถใช้ได้ และ A มาจาก Anybody can improve itหรือทุกคนสามารถนำไปพัฒนาต่อได้ แนวคิดนี้นับว่าเป็นแนวคิดพื้นฐานของการสร้างระบบนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation)ที่สามารถให้คนทั่วไปมาร่วมรังสรรค์นวัตกรรมกันได้
ซึ่งทั้งหมดนี้ คือหลักคิดพื้นฐานของไทยแลนด์ 4.0 และการที่เราจะนำพาประเทศก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างแท้จริงนั้น ก็ต้องเริ่มจากการ “ปฏิวัติความคิด ปฎิรูปตนเอง”ของแต่ละบุคคลก่อน ต้องมองไปข้างหน้า กล้าคิด กล้าเสี่ยง แล้วลงมือทำเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่า และท้ายที่สุดจะนำมาสู่การรังสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ เพราะการเปลี่ยนแปลง สิ่งท้าทาย หรือความปั่นป่วนจะวิ่งเข้ามาหาเรามากขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยน คนอื่นก็จะมาเปลี่ยนเราเองในที่สุด







