
ผลกระทบภายนอกของการดำเนินนโยบายการเงิน
....สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
....สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
การดำเนินนโยบายการเงิน และการกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจของการดำเนินนโยบายการเงินมีความยุ่งยาก ซับซ้อนมากขึ้นตามความเชื่อมโยงที่เพิ่มมากขึ้นของระบบเศรษฐกิจต่างๆ ในโลกซึ่งผ่านกระบวนการโลกาภิวัตน์ ระดับของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในด้านหนึ่ง ก่อให้เกิดประโยชน์จำนวนมหาศาลจากการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้และการจัดสรรทรัพยากรการผลิตของโลก
แต่ในขณะเดียวกัน ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องหันกลับมาพิจารณาถึงแนวทางในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน เพราะความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นช่องทางที่จะทำให้ผลจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศสามารถส่งผ่านผลกระทบไปยังระบบเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันในเศรษฐกิจโลกได้ สำหรับคราวนี้คงต้องขออนุญาตพูดถึงเฉพาะนโยบายการเงินก่อน
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของสหรัฐ โดยการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจด้วยมาตรการที่เรียกว่า Quantitative Easing (QE) มีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐให้มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง การดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะ “พิเศษ” หลายประการด้วยกัน
ประการแรก โดยปกติการดำเนินมาตรการทางการเงินจะไม่มีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นหรือสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (หรือลดอัตราการว่างงาน) แต่ในกรณีนี้เป็นกรณีพิเศษที่การใช้นโยบายการเงินของสหรัฐ ดูเหมือนจะมีวัตถุประสงค์ดังกล่าวมากกว่าเป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายการเงิน คือ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ขนาดของมาตรการที่ใช้เมื่อพิจารณาจากปริมาณเม็ดเงินที่ใช้ในมาตรการ QE เป็นเงินจำนวนมาก ในสถานการณ์ปกติ การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายด้วยปริมาณเม็ดเงินที่มากขนาดนี้ สามารถก่อให้เกิดเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจได้มากเช่นกัน
ประการที่สาม การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นในประเทศที่เป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก
ความพิเศษต่างๆ ที่ผมได้กล่าวถึงก็คงจะเป็นที่ยอมรับกันได้ เพราะเราต้องยอมรับกันว่า ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของโลกอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยจะปกติเท่าไร มีความไม่สมดุล (Imbalance) ในหลายๆ ด้าน ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างไม่คาดคิดมาก่อน และมีผลกระทบต่อเนื่องในวงกว้าง เกิดปัญหาหนี้เสียและหนี้สาธารณะในหลายประเทศที่เราไม่ได้เคยคาดคิดกันมาก่อนว่าจะเป็นปัญหา รวมทั้งผลสืบเนื่องจากปัญหาเหล่านี้ที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ IMF ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของโลกที่จะต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกตอกย้ำถึงความล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง หรืออาจจะต้องยอมรับว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของโลกนั้นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
ความมีอิสระในการดำเนินนโยบายทางการเงิน (Monetary Policy Independent) เป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆ ที่ใช้สกุลเงินของตนเองในระบบเศรษฐกิจมีความปรารถนาและถือปฏิบัติกันมาโดยตลอด โดยมองว่ามาตรการทางการเงินนั้นจะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นปกติที่เมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจใด นโยบายการเงินจึงถูกนำมาใช้ในลักษณะ “ตัวใครตัวมัน” เอาปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเป็นที่ตั้ง เช่นที่ผ่านมา ประเทศที่มีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ประเทศอื่นๆ ที่กังวลกับผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยของตนด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้ว การดำเนินนโยบายการเงินโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้น เป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นมีความเหมาะสมที่อัตราดอกเบี้ยต้องลดต่ำลง หรือเป็นเพราะต้องปรับนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของตลาดการเงินโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ประเทศที่ต้องดำเนินนโยบายการเงินโดยใช้มาตรการที่มีผลรุนแรงและเป็นมาตรการที่มีผลมาก (หรือมีขนาดใหญ่วัดจากปริมาณเม็ดเงินที่เกี่ยวข้อง) เป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ หรือมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ และยิ่งถ้านโยบายการเงินถูกดึงออกมาใช้โดยประเทศต่างๆ เพียงเพื่อการช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อการ “เอาตัวรอด” ของตนเองไปก่อน ก็ย่อมจะทำให้เกิดคลื่นความผันผวนทางเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งขึ้น และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า และมีความจำกัดในเรื่องขีดความสามารถในการรองรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น เข้าทำนองที่ว่า เครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจกลับเป็นสาเหตุให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจเสียเอง นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นยังอาจก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจอื่นอีกด้วย โดยเฉพาะปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวและมีผลกระทบต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
เมื่อพูดถึงผลกระทบภายนอกของการดำเนินนโยบายการเงิน ในปัจจุบันคงจะมีความชัดเจนมากขึ้นแล้วว่าการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือเป็นนโยบายการเงินที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลที่ใช้เป็นสากลทั่วโลก (International Currency) ย่อมมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ในแวดวงวิชาการ ได้มีการพูดถึงช่องทางที่นโยบายการเงินของประเทศหนึ่งจะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของอีกประเทศหนึ่งได้อย่างน้อย 3 ช่องทาง ได้แก่
1) ช่องทางเงินเฟ้อ หรือการถ่ายโอนเงินเฟ้อ (Inflation Transfer) เป็นการอธิบายถึงกระบวนการที่อัตราเงินเฟ้อในประเทศหนึ่งสามารถถูกส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจของอีกประเทศหนึ่งได้
2) ช่องทางอัตราดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในประเทศหนึ่งอาจมีผลทำให้อีกประเทศหนึ่งต้องปรับอัตราดอกเบี้ยด้วยเพื่อให้เกิดความสมดุล
3) ช่องทางอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเงินที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินของเงินสกุลที่ใช้เป็นสากล เช่น เงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางต่อการดำเนินนโยบายการเงินโดยการเพิ่มปริมาณเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ที่คาดการณ์กันว่าจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลง และจะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประเทศผู้ส่งออกสำคัญของโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย
สำหรับประเทศไทย คงจะต้องคำนึงถึงผลกระทบจากทั้ง 3 ช่องทางที่กล่าวถึง ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนเราจะให้ความสำคัญกับช่องทางอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุด การมองข้ามผลกระทบจากช่องทางอัตราเงินเฟ้อและช่องทางอัตราดอกเบี้ย อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินขาดประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
ที่สำคัญที่สุด ประเทศที่เศรษฐกิจมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกควรหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือในการตอบโต้ หรือสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามอัตราแลกเปลี่ยน (Currency War) ได้โดยง่าย และจะก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกโดยรวมอีกด้วย







