posttoday
หมดยุคพึ่ง เอเปก-จี20 ปากท้องวันนี้ต้องตัวใครตัวมัน

หมดยุคพึ่ง เอเปก-จี20 ปากท้องวันนี้ต้องตัวใครตัวมัน

15 พฤศจิกายน 2553

“เราขอยืนหยัดต่อคำมั่นอันแน่วแน่ ที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ให้มีการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้างและเสรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแห่งนี้ และเราจะดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้น ยั่งยืนยิ่งขึ้น และเติบโตได้อย่างสมดุลขึ้นในอนาคต”

“เราขอยืนหยัดต่อคำมั่นอันแน่วแน่ ที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ให้มีการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้างและเสรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแห่งนี้ และเราจะดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้น ยั่งยืนยิ่งขึ้น และเติบโตได้อย่างสมดุลขึ้นในอนาคต”

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

หมดยุคพึ่ง เอเปก-จี20 ปากท้องวันนี้ต้องตัวใครตัวมัน

“เราขอยืนหยัดต่อคำมั่นอันแน่วแน่ ที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ให้มีการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้างและเสรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแห่งนี้ และเราจะดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้น ยั่งยืนยิ่งขึ้น และเติบโตได้อย่างสมดุลขึ้นในอนาคต”

ข้อความหนึ่งในแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ข้างต้นนี้ อาจช่วยให้เห็นว่าประเทศมหาอำนาจและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่สามารถลดความบาดหมาง หันมาสมานฉันท์เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันได้

โดยเฉพาะตามพาดหัวข่าวของหลายสำนักที่ว่า เอเปกพร้อมเดินหน้าเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (FTAAP) พร้อมหนุนให้การเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาเดินหน้าต่อไปได้ และยังเห็นพ้องที่จะหลีกเลี่ยงการลดค่าเงินของตัวเองเพื่อประโยชน์ในการค้า

ทว่า เหล่านี้ล้วนเป็นข้อตกลงในเชิงนามธรรม หรือเป็นเพียงกรอบกว้างๆ แบบครอบจักรวาลเท่านั้น และแม้แต่การประกาศเดินหน้า FTAAP ก็ยังเป็นแค่เรื่องเก่าที่อยู่ระหว่างการเจรจากันอยู่แล้ว

ตรงกันข้าม บรรยากาศของความแตกแยกและเอาตัวรอดแบบ “ตัวใครตัวมัน” ต่างหากที่เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเวทีเอเปกที่โยโกฮามา หรือ จี20 ที่กรุงโซล

และยังเป็นการสะท้อนดังๆ อีกครั้งว่า ยุคนี้ไม่มีเวทีเศรษฐกิจโลกให้พึ่งพาได้อีกแล้ว กรอบความร่วมมือแบบพหุภาคี (Multilateral) กำลังถึงทางตัน ปล่อยให้การจับมือกันสองต่อสอง (Bilateral) เดินหน้าสู่เส้นชัยแทน

ประการแรก คือ ความขัดแย้งทางการค้าในเวทีเอเปกผ่านสองผู้นำมหาอำนาจโลก คือ ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา จากจีน และประธานาธิบดี บารัก โอบามา จากสหรัฐ ซึ่ง “ขัดแย้งอย่างรุนแรง” ต่อประเด็นการค้าเสรีที่นั่งคุยกันอยู่ในเวทีเอเปก โดยมีตัวแปรสำคัญที่สุดคือสหรัฐ

ผู้นำจีนกล่าวนอกรอบระหว่างประชุม ย้ำชัดถึงความเป็นห่วงเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า (Protectionism) ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนทางฝั่งผู้นำสหรัฐก็ย้ำในที่ประชุมว่า เอเชียอย่าหวังพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐเป็นโมเดลสร้างความมั่งคั่งเหมือนเดิมอีกต่อไป

การกีดกันทางการค้าในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องการตั้งกำแพงภาษี หรือสร้างอุปสรรคเงื่อนไขต่อการนำสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจาก “สงครามค่าเงิน” ที่เกิดขึ้นแล้ว จากการใช้วิธีลดค่าเงินของหลายประเทศ

โดยเฉพาะสหรัฐที่เพิ่งปั๊มเงินเข้าระบบ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) เพื่อกดค่าเงินเหรียญสหรัฐให้อ่อนค่า สามารถส่งออกสินค้าอเมริกันได้มากขึ้น ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพงขึ้นเพราะค่าเงิน ซึ่งนับเป็นการกีดกันทางการค้าครั้งใหญ่ที่จีนส่งสัญญาณถึง

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาสภาคองเกรสใหม่ของสหรัฐ ที่แว่วๆ ว่าอาจมีแนวโน้มจะใช้มาตรการปกป้องทางการค้า เพราะ สส./สว. จำนวนหนึ่งเป็นกลุ่มหัวใหม่จาก Tea Party ที่อาจไม่คล้อยตามนโยบายการค้าเสรีของพรรครีพับลิกัน ขณะเดียวกัน ทั้งรีพับลิกันที่ครองสภาล่าง และเดโมแครตที่ครองสภาสูง ก็อาจต้องทำทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของคนอเมริกันที่กำลังโกรธแค้นรัฐบาลอยู่ในเวลานี้

โทนี ทไวน์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากกลุ่มวิจัย อีโคโนเมทริกซ์ในสหรัฐ กล่าวกับรอยเตอร์ส ว่า การเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรสอาจนำไปสู่การกีดกันทางการค้า ในการวางนโยบายการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น

ประการที่สอง ความล้มเหลวอีกด้านของเวทีเอเปกนั้นคือ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายโบกอร์ (Bogor Goal) ในปี 2010 ซึ่งการประชุมเอเปกครั้งแรกที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 1994 ตั้งเป้าไว้ว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะต้องบรรลุเป้าหมายการค้าเสรี หรือยกกำแพงภาษีและอุปสรรคการค้าต่างๆ ให้หมดไปภายในปี 2010 ส่วนประเทศกำลังพัฒนานั้นตั้งเป้าภายในปี 2020

กลุ่มผู้นำเอเปกยอมรับว่า แม้เป้าหมายการเปิดตลาดเสรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะคืบหน้าไปมาก แต่เส้นทางที่มุ่งไปสู่ตลาดเสรีที่สามารถลงทุนและค้าขายได้อย่างเสรีแท้จริงนั้นก็ยังอยู่อีกยาวไกล

ทุกวันนี้กำแพงภาษีในกลุ่มสินค้าประเภทสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าเกษตร ยังนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาษีสินค้าทั่วไปในกลุ่มประเทศเอเปก ขณะที่ภาคการบริการ การเงิน การสื่อสารโทรคมนาคม การขนส่ง และการเคลื่อนย้ายของการประกอบอาชีพในประเทศต่างๆ ได้อย่างเสรีนั้น ก็ยังมีอุปสรรคข้อห้ามอีกไม่น้อยเช่นกัน

หมดยุคพึ่ง เอเปก-จี20 ปากท้องวันนี้ต้องตัวใครตัวมัน

ส่วนเวทีการประชุมสุดยอด จี20 ที่เกาหลีใต้ ก่อนหน้าเวทีเอเปกนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่าล้มเหลวเช่นกัน เมื่อไม่สามารถผ่าทางตันในปัญหาสงครามค่าเงินได้ แถลงการณ์ร่วมของกลุ่มระบุเพียงว่า แต่ละประเทศจะไม่เปิดสงครามค่าเงินระหว่างกัน และจะมุ่งสู่นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่อิงกับการเคลื่อนไหวตามตลาด

ไม่เพียงแต่จะไม่คืบหน้าจากการประชุมรัฐมนตรีคลัง จี20 ครั้งก่อน แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาแบบใช้ยาแบบครอบจักรวาล ที่ไร้ซึ่งความชัดเจนใดๆ และดูจะเป็นเพียงการขอความร่วมมือมากกว่ากำหนดมาตรการแก้ปัญหาร่วมกันอีกด้วย ขณะที่ความคาดหวังจะสร้างสมดุลเศรษฐกิจโลกนั้น ก็ไร้ซึ่งมาตรการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเช่นกัน

เมื่อการประชุมเวทีใหญ่แบบพหุภาคีเหล่านี้ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ สิ่งที่เห็นจึงเป็นการหาทางออกแบบตัวใครตัวมันด้วยการเจรจาแบบทวิภาคี ดังที่เห็นคร่าวๆ ในเอฟทีเอ 4 คู่ ระหว่างเวทีนอกรอบเอเปกครั้งนี้ ได้แก่ นิวซีแลนด์รัสเซีย มาเลเซียชิลี ญี่ปุ่นเปรู และเกาหลีใต้เปรู

แม้แต่สหรัฐที่เน้นย้ำเรื่องเขตการค้าเสรีแบบพหุภาคี เอเชียแปซิฟิก ก็ยังต้องเอาตัวรอดก่อนกับการค้าทวิภาคีกับเกาหลีใต้ กระนั้นการเจรจาเอฟทีเอสหรัฐเกาหลีใต้ ก็ยังล้มเหลวอีกครั้ง เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ในกรอบของสินค้าเกษตร

และยังสะท้อนได้ดีว่า “การค้าเสรีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย” ที่ทำได้แค่เพียงพูดว่าจะร่วมมือกัน

 


 

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน