
กะเหรี่ยงตีพม่าไทยเจ็บ?
ความมั่นคงชายแดนไทย-พม่า ยังอาจส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนต่างๆ ซึ่งทั้งรัฐบาลและกลุ่มทุนไทยกำลังดำเนินการร่วมกับรัฐบาลพม่า
ความมั่นคงชายแดนไทย-พม่า ยังอาจส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนต่างๆ ซึ่งทั้งรัฐบาลและกลุ่มทุนไทยกำลังดำเนินการร่วมกับรัฐบาลพม่า
โดย...สุพงษ์ ทวิภา
การสู้รบระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย หรือดีเคบีเอ และกองทัพรัฐบาลพม่า ใช่เพียงแต่ก่อความวิตกเกี่ยวกับจำนวนผู้หนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดนที่จะทะลักเข้ามาประเทศไทยนับแสนคน หรือการค้าชายแดนที่ต้องปิดตายเท่านั้น แต่ความมั่นคงชายแดนไทย-พม่า ยังอาจส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนต่างๆ ซึ่งทั้งรัฐบาลและกลุ่มทุนไทยกำลังดำเนินการร่วมกับรัฐบาลพม่า
ไม่เพียงแต่เป็นประเทศใหญ่ ประชากรกว่า 40 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตลาดการค้าสำคัญ แต่พม่ายังอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทุนต่างชาติทั้งเอเชียและตะวันตกเข้าไปแสวงหาประโยชน์
ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระบุว่า ภาคเอกชนไทยลงทุนในพม่าทั้งสิ้น 59 โครงการ สาขาการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ พลังงาน ประมง ปิโตรเคมี ก่อสร้าง โรงแรมและการท่องเที่ยว และการแปรรูปสินค้าเกษตรกรรม มูลค่าการลงทุนสะสมตั้งแต่ปี 2531-2551 จำนวน 2.22 ล้านล้านบาท คิดเป็น 47% ของการลงทุนจากต่างชาติในพม่า ถือว่าไทยมีมูลค่าลงทุนสูงสุด
ในขณะที่รัฐบาลและกลุ่มทุนใหญ่ของไทยก็กำลังดำเนินโครงการพัฒนาร่วมกันอีกนับ 10 โครงการ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน การก่อสร้างระบบคมนาคมขนส่ง เปิดเส้นทางการค้าเชื่อมทะเลจีนใต้จากประเทศเวียดนามสู่ทะเลอันดามัน โดยมีไทยและพม่าเป็นทางผ่านเชื่อมไปยังกลุ่มประเทศเอเชียใต้ รวมมูลค่าการลงทุนอีกหลายแสนล้านบาท
ข้อห่วงใยต่อการลงทุนข้ามชาติที่ว่านี้ คือ โครงการต่างๆ ส่วนใหญ่ดำเนินการในพื้นที่บริเวณแนวชายแดน ซึ่งสถานการณ์สู้รบที่เกิดขึ้นทำให้เห็นได้ว่ารัฐบาลพม่ายังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกันนโยบายความมั่นคงชายแดนและชนกลุ่มน้อยของรัฐบาลพม่าที่เน้นการปราบปรามอย่างรุนแรงมาโดยตลอด ก็สะท้อนภาพอนาคตให้เห็นว่าตราบใดที่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ การดำเนินการต่างๆ ก็ต้องหยุดชะงักไปอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
ท่ามกลางความรุนแรงชายแดนที่ยังคุกรุ่น รัฐบาลพม่ายังไม่มีท่าทีใดๆ ต่อความห่วงใยโครงการลงทุนต่างๆ ของต่างชาติในพม่า แต่สำหรับฝ่ายไทย ผู้เกี่ยวข้องดูเหมือนจะไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบในระยะยาว ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจการค้าชายแดนไทย-พม่า อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ มองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นปัญหาระยะสั้น ขณะที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดเป็นประโยชน์ในระยะยาว และยังมีเป้าหมายระหว่างไทยและพม่าในการวางท่อก๊าซเมียวดี-แม่สอด เพื่อให้เป็นแหล่งพลังงานของทางภาคเหนือ
“วันที่ 22 พ.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจการค้าชายแดนไทย-พม่า ซึ่งจะมีการพิจารณารูปแบบของโครงการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ธ.ค.นี้ และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนธุรกิจของเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดได้”
เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ สมภพ ธีระสานต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี ก็ไม่เชื่อว่าสถานการณ์จะขยายลุกลามในระยะยาว
“สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพราะในช่วงฤดูฝนกองกำลังทหารพม่าจะถอนกำลังกลับไปยังเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ เนื่องจากเมืองที่ติดกับชายแดนด้านไทย และ จ.กาญจนบุรี จะมีปริมาณฝนมาก ทำให้การคมนาคมขนส่งทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค และยุทธภัณฑ์ ไม่สามารถดำเนินการได้ เมื่อหมดฤดูฝนทหารพม่าก็จะกลับมายึดพื้นที่คืน ปีนี้รุนแรงมากกว่าทุกปี เนื่องจากการต่อต้านการเลือกตั้งทั่วไป”
ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี วิเคราะห์ถึงโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนร่วมกันของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะทวายโปรเจกต์ การก่อสร้างระบบคมนาคมเชื่อม จ.กาญจนบุรี ไปยังท่าเรือน้ำลึกทวายในประเทศพม่า ว่าไม่น่าจะมีปัญหาให้ต้องชะงัก เนื่องจากกองกำลังทหารพม่าเข้ามาคุมพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ และปัจจุบันได้มีการปรับถนนให้สามารถใช้สัญจรไปมาได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าในกลางปีหน้านี้ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูฝน การคมนาคมขนส่งก็ยังจะสะดวกสบาย ส่งผลให้กองกำลังทหารพม่าสามารถยึดพื้นที่ได้อย่างถาวร จึงไม่น่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด
ขณะที่นักธุรกิจในพื้นที่ศูนย์กลางการสู้รบอย่าง ชัยยุทธ เสณีตันติกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กลับเห็นว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่เห็นชัดเจน คือ การที่พม่าสั่งปิดด่านทำให้การซื้อขายสินค้ารายย่อยลดลงจากวันละกว่า 100 ล้านบาท เหลือเพียงไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนผลกระทบระยะยาวนั้น มูลค่าการค้าชายแดนตกลงแน่นอน 50% สินค้าส่งออกหยุดชะงักมาหลายเดือน ซึ่งส่งผลดีต่อการเข้ามาตีตลาดในพม่าของสินค้าจีน
“สินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนและประเทศอื่นๆ เข้าไปแย่งตลาดสินค้าไทยแล้วมากกว่า 50-60% ซึ่งทำให้ตลาดส่งออกของไทยลดลงตามมา นอกจากนี้ในส่วนของความเชื่อมั่นในการลงทุนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ลดระดับลงด้วย เราคงใช้เวลาอีกนานหลายเดือนในการเตรียมแก้ไขปัญหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อยากจะขอให้รัฐบาลเข้าไปเร่งดำเนินการแก้ไขโดยใช้วิธีการทุกรูปแบบ”
ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนักวิชาการซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์ประเด็นพม่ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ซึ่งกลุ่มทุนไทยเข้าไปดำเนินโครงการ จะเป็นพื้นที่ซึ่งสถานการณ์มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น แม้แต่แนวท่อส่งก๊าซที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเราเคยเชื่อมั่นว่าอยู่ในพื้นที่ซึ่งรัฐบาลพม่าควบคุมได้แล้ว แต่เหตุการณ์สู้รบที่ อ.สังขละบุรี ก็ทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่าจะยังเชื่อมั่นในความปลอดภัยของท่อส่งก๊าซได้เช่นเดิมหรือไม่
“โครงการต่างๆ ที่ทุนไทยเข้าไปดำเนินการ เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ ทำร้ายประชาชนพม่า ผู้อพยพที่อยู่ในเมืองไทยกว่าแสนคนก็มาจากพื้นที่ซึ่งเราเข้าไปทำโครงการพัฒนาทั้งนั้น เพราะพม่าไล่คนออกจากพื้นที่ เปิดทางให้การพัฒนา แต่หลังจากนี้ไปหากชนกลุ่มน้อยลุกฮือขึ้นมา พื้นที่เหล่านี้คงไม่ใช่จะเข้าไปทำอะไรได้สะดวกอีกต่อไป เราเองคงต้องกลับมาคิดถึงนโยบายการลงทุนอย่างมีศีลธรรมมากขึ้น”
ไม่ว่าจะมองด้วยมุมไหน แต่ข้อเท็จจริงที่สะท้อนออกมาจากหลายฝ่าย ก็พอจะทำให้เห็นภาพได้แล้วว่าโครงการลงทุนในพม่า โดยเฉพาะที่คาบเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่ผ่านมาอีกต่อไป
***********************
ความรุนแรงท้าทายการลงทุน
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ชายแดนตะวันตกปะทุหนักขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากโครงการก่อสร้างเขื่อน “ฮัตจี” กั้นแม่น้ำสาละวิน ห่างจากชายแดนไทยด้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 47 กิโลเมตร เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัทจีน และบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล มูลค่าก่อสร้างประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า 1,360 เมกะวัตต์ ขายให้ไทย ซึ่งสายส่งไฟฟ้าจากเขื่อนฮัตจีจะเข้ามายังชายแดนไทยด้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร คาดว่าจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2559-2560
แม้พื้นที่ก่อสร้างจะอยู่ในความควบคุมของทหารพม่าและดีเคบีเอ แต่พื้นที่โดยรอบยังเป็นเขตเคลื่อนไหวของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู
เดือน ก.ย. 2550 ที่พักทีมสำรวจของ กฟผ. ในฝั่งพม่าถูกลอบขว้างระเบิด โดยทราบผู้ก่อเหตุ
ต้นปี 2551 พะโด หม่านชา ลาพา เลขาธิการเคเอ็นยู ซึ่งมีบทบาทต่อต้านการสร้างเขื่อน ถูกลอบสังหารกลาง อ.แม่สอด จ.ตาก
ฤดูแล้ง 2551 พม่าและดีเคบีเอโจมตีที่มั่นกองพล 7 เคเอ็นยู ตรงข้าม จ.ตากอย่างหนัก และฤดูแล้ง 2552 พม่าและดีเคบีเอยึดฐานของกองพล 7 ได้ทั้งหมด
ต้นปี 2552 เกิดเหตุระเบิด 4 ครั้งในเมืองเมียวดี เคเอ็นยูปฏิเสธไม่ได้เป็นฝ่ายลงมือ
เดือน ต.ค. 2552 ตำรวจและทหารไทยบุกตรวจค้นบ้านพักผู้นำเคเอ็นยู 8 แห่งในพื้นที่ อ.แม่สอด ก่อนที่ พล.อ.เต็งเส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า จะเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ปลายปี 2552 เกิดเหตุวินาศกรรมเมืองผาปูน ศูนย์กลางเศรษฐกิจในรัฐกะเหรี่ยง รัฐบาลพม่ากล่าวหาว่าเป็นฝีมือของเคเอ็นยู
***********************
แตกแยก-รวมตัว การเมืองบนผลประโยชน์ชนกลุ่มน้อย
หลังการปราบปรามนักศึกษาและประชาชนที่ลุกฮือประท้วงระบบเผด็จการทหารพม่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2531 หรือ ค.ศ. 1988 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อเหตุการณ์ 8888 รัฐบาลพม่าเผชิญกับการต่อต้านทั้งในประเทศจากกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆ และกระแสโลกที่ประณามการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อนโยบายชนกลุ่มน้อยของพม่า จากที่เคยปราบปรามอย่างรุนแรง พม่าเริ่มหาทางเจรจาหยุดยิง และยอมให้กลุ่มหยุดยิงคงอำนาจไว้ในพื้นที่ยึดครอง เพียงแต่ไม่ยอมรับการเรียกร้องสิทธิปกครองตนเอง
ขณะเดียวกัน พม่าเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ในระหว่างนี้ก็เริ่มใช้กำลังปราบปรามกลุ่มที่ไม่ยอมทำสัญญาหยุดยิง ซึ่งมี 3 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย เคเอ็นยู ไทยใหญ่ และคะเรนนี หรือเคเอ็นพีพี
พม่าประสบความสำเร็จในการเจรจาให้ขุนส่า ผู้นำกองกำลังไทยใหญ่ ยอมจำนนในปี 2538 ปีเดียวกันก็สามารถทำให้กลุ่มกะเหรี่ยงพุทธที่ไม่พอใจระบบการบริหารซึ่งผูกขาดอยู่ในกลุ่มกะเหรี่ยงคริสต์ แยกตัวออกจากเคเอ็นยู นำมาซึ่งความล่มสลายของกองกำลังทั้งสองกลุ่ม
แม้เคเอ็นยูจะยังคงองค์กรนำไว้ได้ แต่กองกำลังก็สูญเสียความเข้มแข็งไปมาก ขณะที่กลุ่มไทยใหญ่ พันเอกเจ้ายอดศึก รวบรวมกำลังพลก่อตั้งกองทัพรัฐฉาน หรือเอสเอสเอขึ้นใหม่ แต่กว่าจะฟื้นกำลังได้ก็ใช้เวลาหลายปี ช่วงเวลาเหล่านี้กองกำลังชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มเผชิญการกดดันจากฝ่ายพม่าอย่างหนักทั้งทางการเมืองด้วยการเจรจา และการโจมตีที่มั่นด้วยกำลังทหาร
กองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆ เพิ่งรวมตัวกันได้ หลังเหตุการณ์ที่กลุ่มพระสงฆ์ลุกขึ้นนำประชาชนพม่าประท้วง เนื่องจากไม่พอใจการลดค่าเงินจ๊าด เป็นผลให้เศรษฐกิจพม่าตกต่ำอย่างหนัก แต่ก็ถูกรัฐบาลพม่าปราบปรามอย่างรุนแรง เมื่อเดือน ต.ค. 2550
หลังเหตุการณ์ดังกล่าวไม่นาน ผู้นำชนกลุ่มน้อยต่างๆ นัดหารือกัน และตกลงว่าจะร่วมมือกันต่อต้านรัฐบาลพม่า และภายหลังการลงประชามติรัฐธรรมนูญพม่าในปี 2551 พม่าบีบบังคับให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มสลายตัวเข้าเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่า ยิ่งทำให้ทุกกลุ่มผนึกกำลังกันต่อต้านพม่าเหนียวแน่นขึ้น
5 พ.ย. 2553 ตัวแทนชนกลุ่มน้อย 6 กลุ่ม ประกอบด้วย เคเอ็นยู เอสเอสเอภาคเหนือ คะเรนนี คะฉิ่น ปะโอ และพรรคมอญใหม่ ประชุมร่วมกันที่เซฟเฮาส์ของกลุ่มคะเรนนีใน จ.แม่ฮ่องสอน ทำสัตยาบันต่อต้านรัฐบาลพม่าและการเลือกตั้งทั่วไป
ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มดีเคบีเอ ซึ่งมีข่าวว่าเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ ก็ก่อเหตุโจมตีเมืองเมียวดี เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 พ.ย.
***********************
รอยร้าว"ดีเคบีเอ"
ความไม่พอใจการบริหารภายในสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู ซึ่งผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มกะเหรี่ยงคริสต์ ทำให้กลุ่มกะเหรี่ยงพุทธแยกตัวออกมา ตั้งองค์กรใหม่ชื่อว่า กะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย หรือดีเคบีเอ และเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า ขณะเดียวกันก็นำกองทัพพม่าเข้าโจมตีมาเนอปลอว์ ที่มั่นสำคัญซึ่งเสมือนเมืองหลวงของเคเอ็นยูแตกพ่ายในปี 2538 จากนั้นทั้งดีเคบีเอและกะเหรี่ยงพุทธก็ก่อศึกสายเลือดชิงพื้นที่กันมาโดยตลอด
แม้นายพลจ่อซาน จะเป็นผู้นำของดีเคบีเอ แต่อิทธิพลสูงสุดในการนำกลับอยู่ที่พระอุซุสะนะ ซึ่งเป็นที่นับถือของมวลชนกะเหรี่ยงพุทธ ขณะที่อำนาจทางทหารก็อยู่กับ 2 นายทหาร คือ พ.อ.หม่องชิดตู่ ผู้บัญชาการกองพล 999 คุมพื้นที่ด้านเหนือของเมืองเมียวดีไป และ พ.อ.นะคะมวย ผู้บัญชาการกองพล 333 คุมพื้นที่ด้านใต้ของเมืองเมียวดี
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชื่อเสียงของ พ.อ.หม่องชิดตู่ โดดเด่นเป็นอย่างมาก ในฐานะผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลพม่า ในการกวาดล้างกองกำลังเคเอ็นยู ขณะเดียวกันรายงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของไทย ก็ระบุว่า พ.อ.หม่องชิดตู่ มีชื่อพัวพันกับโรงงานผลิตยาบ้า ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม อ.แม่ระมาด จ.ตาก
ประกอบกับการคุมพื้นที่ด้านทิศเหนือของเมืองเมียวดี ทำให้มีรายได้จากการเก็บภาษีสินค้าจากไทยที่ส่งข้ามแม่น้ำเมย อิทธิพลของ พ.อ.หม่องชิดตู่ ถูกท้าทาย เมื่อช่วงกลางปี 2552 พ.ท.ซานเปียว ลูกน้องน้องคนสนิท ซึ่งเสมือนมือขวา ถูกลอบยิงเสียชีวิตพร้อมทหารถึง 16 นาย ขณะนั่งอยู่ในเรือกลางแม่น้ำเมย
แม้จะมีการกล่าวหาว่าเคเอ็นยูเป็นฝ่ายลงมือ แต่ พ.อ.หม่องชิดตู่ ประกาศว่าจะยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะพื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยกองกำลังหลายกลุ่ม
หลังพม่ายื่นเงื่อนไขให้ดีเคบีเอสลายกองกำลังเข้าเป็นกองกำลังป้องกันชายแดน พ.อ.หม่องชิดตู่ รับปากตกลงในทันที แลกกับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการค้าคุมพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดเมียวดีทั้งหมด ขณะที่กองกำลังของ พ.อ.นะคะมวย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ถือว่าไม่ใช่พื้นที่อุดมด้วยผลประโยชน์ ปฏิเสธข้อเสนอของพม่า







