posttoday
ในหนังสือ 'เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ" พระบาทสมเด็จพรปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (1)

ในหนังสือ 'เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ" พระบาทสมเด็จพรปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (1)

14 พฤศจิกายน 2553

.....วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์นั้น ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าพระองค์ทรงมีความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แม้ความปรารถนาของพระองค์จะถูกต่อต้านและคัดค้านจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่และบรรดาขุนนางทั้งหลายที่มีความเห็นว่าราษฎรยังไม่มีความพร้อม แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงเตรียมการร่างรัฐธรรรมนูญเพื่อรอจังหวะและโอกาสที่พระองค์ทรงเห็นว่าเหมาะสมดังพระราชบันทึกทรงเล่าของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ความตอนหนึ่งว่า

“พระยาศรีวิสารนั่นแหละรู้ดีเพราะเป็นคนติดต่อเอาคนอเมริกัน ดูเหมือนจะชื่อสตีเวนสัน มาเป็นที่ปรึกษาหลวงประดิษฐ์ ก็รู้ว่าในหลวงทรงมีร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็จะมีการพระราชทานแน่ แต่ก็คงไม่ทันใจกันเวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นอยู่ที่ไหน ฉันไม่ทราบเลย ใครเก็บไว้หรือเปล่าก็ไม่รู้”

และอาจจะเป็นเพราะความไม่ทันใจนี่เอง คณะราษฎรจึงได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในเช้าวันที่ 24 มิ.ย. 2475 โดยบรรดาเหล่าทหารบก ทหารเรือ รวมทั้งนักเรียนนายร้อยทหารบก ซึ่งส่วนใหญ่เข้าใจว่าจะมาดูการฝึกซ้อมทางทหารนั้นก็ได้เคลื่อนพลประมาณ 2,000 คน เข้ามารวมตัวกันอยู่ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมกับการอ่านประกาศแถลงการณ์ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเนื้อหาของแถลงการณ์ที่ก้าวร้าวอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในตัวว่ามุ่งจะโจมตีสถาบันพระมหา กษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 อย่างรุนแรง

การประกาศคืออำนาจของคณะราษฎรในครั้งนี้ แม้พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในคณะ 4 ทหารเสือที่ร่วมรู้เห็นมาตั้งแต่ต้นและเป็นผู้ที่มีบทบาทสูงยิ่งในการปฏิวัติยึดอำนาจ ยังเขียนบันทึกเป็นเสมือนคำถามไว้ในเวลาต่อมาว่าเพราะเหตุใดยามคลังกระสุนจึงปล่อยให้พระยาพหลฯ งัดคลังกระสุนและขนกระสุนไปได้ ทำไมนายสิบทหารของกรมทหารม้าจึงยอมปฏิบัติตามคำสั่งของนายทหาร ซึ่งไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาของตนเองด้วยความราบรื่น ทำไมนายทหารที่มาเรียงแถวอยู่ข้างหน้าผู้อำนวยการฝ่ายทหารจึงรักษาความสงบเงียบปล่อยให้นายทหารอื่นนำทหารของตัวผ่านหน้าตัวออกไป และในเวลาต่อๆ มาก็ยังนั่งเฉยเช่นนั้น ไม่แสดงกิริยาหรือวาจาอันเป็นเครื่องหมายที่จะขัดแย้งแต่อย่างใดเลย...เป็นเพราะนายสิบทหารเหล่านั้นเห็นด้วยในการปฏิวัติหรือ...

“เปล่าเลย...ทั้งนายทหารนายสิบพลทหารไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครเคยได้เห็นได้รู้ว่าการปฏิวัติทำอย่างไร เพื่ออะไร มีแต่ความงงงวย เต็มไปด้วยความไม่รู้ และข้อนี้เองเป็นเหตุสำคัญแห่งความสำเร็จ”

เป็นอันว่าคณะราษฎรสามารถยึดอำนาจและเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จราบรื่นด้วยปฏิบัติการทุกอย่างที่รวดเร็วฉับพลัน เช่น การตัดการสื่อสารไปรษณีย์ โทรเลขขององค์กรรัฐ จนไม่สามารถสั่งการหรือติดต่อกันได้พร้อมๆ กับการเข้าควบคุมบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ขั้นสูงและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาเป็นตัวประกันไว้สำหรับการเจรจาต่อรองได้สำเร็จ อาทิ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พันเอกหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พลโทพระยาสีหราชเดโชชัย พลโทพระยาเฉลิมอากาศ พลตรีหม่อมเจ้านิลประภัศร เกษมศรี พันเอกพระยาสุรเดชรณชิต และร้อยตรี พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เป็นต้น

จากนั้นคณะราษฎรก็ได้ส่งนาวาตรีหลวงศุภชลาศัย นำเรือรบสุโขทัยพร้อมหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักไกลกังวล หัวหิน ความว่า

“ด้วยคณะราษฎร ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกันถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่จับกุมไว้เป็นการตอบแทน...

คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อจะให้มีรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จกลับคืนสู่พระนครและทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่คณะราษฎรสร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายในชั่วหนึ่งนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่สมควรเป็นกษัตริย์”

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข่าวการปฏิวัติยึดอำนาจของคณะราษฎร โดยมิได้ทรงหวั่นไหวดังจะได้เห็นจากพระราชบันทึกทรงเล่าของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ความว่า

“ความจริงเรื่องปฏิวัตินี่น่ะ ในหลวงทรงเดาไว้นานแล้วว่าจะมีปฏิวัติ แต่จะเดาจากอะไรไม่ทราบอีกอย่างใครต่อใครหลายคนก็รู้ว่าในหลวงจะทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่เหมือนกัน เพราะท่านได้ทรงร่างไว้แล้ว แต่ระหว่างที่ทรงหารือกับเจ้านายผู้ใหญ่ๆ น่ะ ก็มีการคัดค้านกันบ้าง ท่านก็เลยรับสั่งว่า ถึงให้ไปก็เหมือนกัน อย่างไรก็ต้องมีปฏิวัติโดยอ้างไม่พอใจ...เพราะฉะนั้นในวันที่ทรงทราบเรื่องจึงไม่ตกพระทัย กลับบอกว่า “ว่าแล้วมั้ยล่ะ” ที่เป็นเช่นนั้นก็เป็นเพราะเราได้รู้ข่าวตลอดเวลา เรารู้ว่ามีใครบ้างทางตำรวจเขาไปสืบมาแล้วก็กราบบังคมทูลหมดว่าไปปรึกษาหารือกันที่ไหน อย่างหลวงสินธุ์ฯ หลวงศุภฯ พระยาพหลฯ ก็เคยประชุมกันในเรือพระที่นั่งจักรีในขณะที่ในหลวงเสด็จประพาสชวาด้วยซ้ำไป ในหลวงก็ทรงทราบความจริง ในหลวงท่านก็มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์พอที่จะทำได้ทุกอย่าง แต่ท่านก็ไม่ทำ กลับย้อนถามว่ามีอะไรเป็นหลักฐานไหม แต่ก็มีคนกราบบังคมทูลว่าหลักฐานไม่พอท่านก็ไม่รับสั่งอะไร แต่กรมพระนครสวรรค์เมื่อรู้ข่าวเกี่ยวกับจะมีคนปฏิวัติ ก็ยังบอกว่ายังไม่มีอะไรหรอกเพราะไม่เชื่อ ส่วนในหลวงนั้นรับสั่งคอยดูไปเถอะ แล้วก็ต้องมีแล้วก็มีจริงๆ”

หลังจากที่ทรงรับหนังสือจากคณะราษฎรที่นาวาตรีหลวงศุภชลาศัยนำมาถวายแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตามเสด็จอยู่ด้วย ณ วังไกลกังวล เพื่อปรึกษาหารือกัน ซึ่งนอกจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี กับ สมเด็จกรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ์ ผู้เป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) แล้วก็มี สมเด็จกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ซึ่งหนีการจับกุมได้ พลเรือเอกกรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาบดีกระทรวงกลาโหม พลเรือโทพระองค์เจ้าอลงกฎ รองเสนาบดีกระทรวงกลาโหม และพลตรีพระยาพิชัยสงคราม แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นต้น

ปรากฏว่าที่ประชุมส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าน่าจะต่อสู้ เพราะเห็นว่าน่าจะเอาชนะคณะผู้ที่ยึดอำนาจได้ เนื่องจากทหารหัวเมืองส่วนใหญ่ยังคงจงรักภักดีอยู่มาก หรือไม่อีกทางหนึ่งก็ถวายความเห็นว่าควรจะหนีลงไปหาดใหญ่ทางหัวเมืองมลายูก่อน แล้วค่อยเจรจาต่อรองกับคณะราษฎรในภายหลัง แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วย ดังพระราชบันทึกทรงเล่าของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ว่า

“ท่านรับสั่งว่าไม่ได้ ไม่อยากให้มีการรบพุ่งกันเพราะจะเสียเลือดเนื้อประชาชนเปล่าๆ” หากแต่พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับโดยเรือรบหลวงตามที่คณะราษฎรกราบบังคมทูลเชิญ พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับทางรถไฟ

ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้นของวันที่ 25 มิ.ย. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชหัตถเลขาตอบคณะราษฎรไปว่า

“คณะทหารมีความปรารถนาจะเชิญข้าพเจ้ากลับพระนครเป็นกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อกับทั้งเพื่อจัดการโดยละม่อมละไม ไม่ให้ขึ้นชื่อว่าจลาจลเสียหายแก่บ้านเมืองและความจริงข้าพเจ้าก็ได้คิดอยู่แล้วที่จะเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ คือมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองตามพระธรรมนูญ จึงยอมรับที่จะช่วยเป็นตัวเชิด เพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาลให้เป็นรูปตามวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญโดยสะดวก”

จึงนับว่าประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยไม่เสียเลือดเนื้อก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล