
ดิ้นกู้หนี้นอกระบบโปะดาวน์บ้าน
ขรรค์ หวั่นมาตรการคุมฟองสบู่อสังหาฯ ของ ธปท. กระทบลูกหนี้เร่งโอน คาดคนแห่ซื้อก่อนเริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค. 2554
ขรรค์ หวั่นมาตรการคุมฟองสบู่อสังหาฯ ของ ธปท. กระทบลูกหนี้เร่งโอน คาดคนแห่ซื้อก่อนเริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค. 2554
นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการเพิ่มเงินดาวน์ 5-10% ว่า อาจเกิดผลกระทบกับลูกหนี้ให้ต้องกู้เงินนอกระบบ และต้องเสียดอกเบี้ยแพงขึ้นเพื่อนำมาวางเงินดาวน์ โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝด ซึ่งสร้างเสร็จเร็ว ลูกค้าต้องรีบหาเงินดาวน์มาชำระให้โครงการ
นายขรรรค์ ยกตัวอย่างกรณีบ้านราคา 3 ล้านบาท ลูกค้าต้องหาเงินดาวน์ 5% หรือ 1.5 แสนบาท ขณะที่คอนโดมิเนียมราคา 1 ล้านบาท ดาวน์ 10% เป็นเงิน 1 แสนบาท แต่ระยะเวลาก่อสร้างคอนโดมิเนียมนานถึง 20 เดือนทำให้มีเวลามากกว่า
“ผมคิดว่าผลจากมาตรการดังกล่าวของ ธปท. อาจทำให้ก่อนสิ้นปีนี้จะมีคนตัดสินใจหันมากู้ซื้อบ้านมากขึ้น เพราะไม่ต้องการจ่ายเงินดาวน์เพิ่มขึ้น” นายขรรค์ กล่าว
โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ ที่จะสร้างเสร็จเร็วทำให้ลูกค้าต้องเร่งหาเงินมาชำระเงินดาวน์
แต่ระยะเวลาก่อสร้างนานประมาณ 20 เดือน จึงไม่กระทบต่อผู้บริโภคมากนักนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรมกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทได้มีการเรียกเก็บเงินดาวน์สำหรับลูกค้าคอนโดมิเนียมที่อัตราเฉลี่ย 16-17% อยู่แล้ว และในโครงการที่มีการเรียกเก็บเงินดาวน์ต่ำที่สุดอัตรา 13%
สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยแนวราบที่กำหนดวางดาวน์อย่างต่ำ 5% จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 นายไตรเตชะ มองว่าจะไม่มีผลต่อตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในระยะสั้น เนื่องจากมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวอีกกว่า 1 ปี แต่ก็คงจะทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวมาเป็นการขายแบบมีการผ่อนดาวน์เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับอัตราสินเชื่อที่จะได้ลดลงในอนาคต
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากผู้ประกอบการและสถาบันการเงินมีเวลาปรับตัวจนถึงต้นปีหน้า โดยคาดว่าในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ตลาดคอนโดมิเนียมจะมีการจัดแคมเปญกระตุ้นให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีความพร้อมทางการเงินทำการตัดสินใจซื้อก่อนมาตรการบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2554
มาตรการนี้จะช่วยชะลอความร้อนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์บางสาขาได้ โดยคาดว่าในปี 2554 ผู้ประกอบการอาจมีการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้มีความเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยง โดยผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยต้องมีเงินออมเพิ่มขึ้น
ขณะที่สถาบันการเงินจะหันมาใช้กลยุทธ์ด้านอื่นๆ แทน เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ







