posttoday
มองผ่านมุม สมชาย ตรีรัตนนุกูล หลังจัสเทลฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

มองผ่านมุม สมชาย ตรีรัตนนุกูล หลังจัสเทลฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

12 พฤศจิกายน 2553

“20 ปีที่แล้ว พายุเกย์  เรียกได้ว่ารุนแรงที่สุดแล้ว แต่น้ำท่วมหาดใหญ่ที่เกิดขึ้นปีนี้ถือว่ารุนแรงกว่า  และแม้เกตเวย์ของจัสเทลจะไม่ล่ม แต่ก็ทำให้จัสเทลลุกขึ้นมาตื่นตัวที่จะเตรียมการรับมือกับภัยธรรมชาติที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะรุนแรงกว่านี้อีกกี่เท่า”

“20 ปีที่แล้ว พายุเกย์  เรียกได้ว่ารุนแรงที่สุดแล้ว แต่น้ำท่วมหาดใหญ่ที่เกิดขึ้นปีนี้ถือว่ารุนแรงกว่า  และแม้เกตเวย์ของจัสเทลจะไม่ล่ม แต่ก็ทำให้จัสเทลลุกขึ้นมาตื่นตัวที่จะเตรียมการรับมือกับภัยธรรมชาติที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะรุนแรงกว่านี้อีกกี่เท่า”

สมชาย ตรีรัตนนุกูล ผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจบริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และสื่อสารระหว่างประเทศ บริษัท จัสเทล เน็ทเวิร์ค  เอ่ยถึงแผนของจัสเทลในขณะนี้ที่ขยับแผนการลงทุนในปีหน้าขึ้นมาเร็วกว่าเดิม  หลังจากที่ฝ่าวิกฤตน้ำท่มหาดใหญ่มาได้ โดยที่วงจรเชื่อมต่อต่างประเทศ หรือ เกตเวย์ ของจัสเทลยังคงใช้งานได้ตามปกติ จนได้รับคำชมจากลูกค้าในต่างประเทศถึงการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีในครั้งนี้

สาเหตุสำคัญมาจากการที่จัสเทลได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากบริษัทแม่ คือ จัสเทล ซับมารีน ซึ่งมีประสบการณ์ผ่านภัยธรรมชาติลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้ง และ ตัดสินใจลงทุนเกตเวย์เส้นทางอินโดจีนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  เพื่อเป็นเส้นทางสำรองหากเส้นทางหลักทางใต้ที่ผ่านหาดใหญ่มีปัญหา  และจัสเทลเป็นเพียงเอกชนรายเดียวที่สามารถลงทุนเส้นทางนี้ได้ นอกเหนือจากหน่วยงานรัฐอย่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม และ ทีโอที

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการเกตเวย์ในประเทศไทยเลือกที่จะลงทุนในเส้นทางสายใต้ เพราะง่ายและต้นทุนไม่สูงมาก  ส่งผลให้การเชื่อมต่อไปต่างประเทศ นั้นผ่านเส้นทางนี้กว่า 60% ดังนั้น การที่จัสเทลมีเส้นทางสำรองอย่างอินโดจีน จึงเปรียบเสมือนมี “ทางเลือก” ให้ลูกค้าท่ามกลางวิกฤตใหญ่

สมชาย กล่าวว่า เส้นทางอินโดจีน  มีหลายสาย คือ  ไทย-พม่า ไทย-ลาว และ ไทย-กัมพูชา ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังเวียดนาม จีน บังกลาเทศ  ลงทุนไปประมาณ 50 ล้านบาท และจะเริ่มมีรายได้จากเส้นทางนี้ในปีหน้าประมาณ 10% ของรายได้รวมที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินภาพรวมว่าจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใด

ด้วยเส้นทางอินโดจีนนี้เอง ที่จัสเทลมองว่าสำคัญกว่าการลงทุนเคเบิลใต้น้ำ  ที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 ล้านบาท  และมีความลำบากในการเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ  ทำให้แผนลงทุนเคเบิลใต้น้ำในขณะนี้ยังเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะความต้องการไม่สูงมาก การให้ความสำคัญในเรื่องเส้นทางสำรองอย่างเส้นอินโดจีนจึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากว่ามาก

สำหรับภาพรวมของจัสเทลในปีนี้ ไปไม่ถึงฝั่งฝัน โดยคาดว่ารายได้จะจบที่ 1,100 ล้านบาทจากที่ตั้งไว้ 1,200 ล้านบาท เนื่องจาก 3 จี ในประเทศไทยไม่เกิดขึ้น  ส่งผลให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวประโดดนั้นตต้องสะดุดลงตามไปด้วย  ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่จัสเทลตั้งเข้าไปเจาะ

อย่างไรก็ตาม แม้ 3 จี จะไม่เกิดขึ้น แต่ความต้องการในการใช้งานเกตเวย์ในปีหน้ายังเติบโตถึง 50%  ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากการบริโภคคอนเทนต์ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่างๆ และ เครือข่ายสังคมออนไลน์  หรือ โซเชียล มีเดีย  ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

นอกจากนี้ เมื่อ 3 จี ไม่เกิดขึ้น ทำให้บริการอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูงผ่านสาย หรือ บรอดแบนด์  ยังคงเติบโตได้อีก  โดยปีหน้าจะเห็นสปีดการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้นอีกมากจากปัจจุบันอยู่ที่ 6 เมกะบิตต่อวินาท ซึ่งเมื่อปริมาณการใช้งานบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงความต้องการเกตเวย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย

“ปัจจัยที่ทำให้ตลาดเกตเวย์เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะความต้องการคอนเทนต์ต่างประเทศมีมากขึ้น ซึ่งจัสเทลเตรียมตั้งจุดเชื่อมต่อคอนเทนต์ต่างประเทศเป็นของตัวเองอีก 4-5 จุดในปีหน้า  เพื่อให้การใช้งานในส่วนนี้มีความหลากหลายมากขึน” นายสมชาย กล่าว

ทั้งนี้ ภาพรวมของธุรกิจเกตเวย์ปัจจุบันมีการแข่งขันเรื่องราคาสูงมากเพื่อช่วงชิงลูกค้า 3 กลุ่มหลัก คือ  ผู้ให้บริกาอินเทอร์เน็ต  ผู้ให้บริการมือถือที่โทรระหว่างประเทศ และการทำธุรกรรมออนไลน์ระหว่างสาขาของบริษัทข้ามชาติ  ปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาดหลักๆ คือ กสทฯ ทีโอที  จัสเทล และ ทรู อินเทอร์เน็ต เกตเวย์  โดยจัสเทลครองส่วนแบ่ง 30% จากตลาดรวมทั้งหมดที่มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท