
ศาลรัฐธรรมนูญ?
...จำลอง บุญสอง
วิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้นับว่าใหญ่หลวงพอสมควร ด้วยเป็นการท่วมในวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัด หลายภูมิภาค อีกทั้งในบางพื้นที่มีการท่วมขังเป็นระยะเวลานาน แน่นอนว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งนี้จะมีมูลค่ามหาศาล เพราะพืชผลเสียหายเกือบหมด บ้านเรือนพังพินาศ และสินค้าจำนวนมากเสียหาย งบประมาณที่จะนำไปใช้ในการเยียวยาความเสียหายคงเป็นระดับแสนล้านบาท งบประมาณจะถูกใช้จ่ายใน 3 วัตถุประสงค์ คือ เพื่อการบรรเทาทุกข์ เพื่อการซ่อมแซม และการฟื้นฟู ส่วนที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดคือเพื่อการบรรเทาทุกข์ นั่นก็คือนำอาหาร น้ำ และสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัย
ในการนี้ภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมมือกันในด้านค่าใช้จ่าย โดยภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อสินค้าลงไปช่วยเหลือ ส่วนภาคเอกชนก็มีการรับบริจาคทั้งที่เป็นเงินและเป็นสิ่งของไปแจกจ่ายเช่นกัน ภารกิจของการบรรเทาทุกข์ก็ได้กระทำเกือบเสร็จสิ้นแล้ว เพราะหลายพื้นที่น้ำได้ลดลงสู่ระดับปกติ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับพันล้านบาท
ภารกิจส่วนที่สองคือการซ่อมแซมกำลังเกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทสำหรับภาครัฐ เพราะต้องซ่อมถนน เขื่อน ระบบสาธารณูปโภค อาคารราชการที่เสียหาย ฯลฯ ในการซ่อมแซมนี้คงจะไม่พ้นที่รัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณขึ้นมาจัดการ ตัวเลขของความเสียหายยังไม่ทราบ เพราะระดับน้ำเพิ่งลดและจะต้องลงไปสำรวจตรวจสอบว่ามีสิ่งใดบ้างที่จำเป็นต้องซ่อมแซม แต่ 5 หมื่นล้านบาทไม่น่าจะพลาด
ในส่วนของความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและธุรกิจ รัฐบาลยังไม่มีนโยบายเข้ามาช่วยเหลือ คงต้องช่วยตัวเองไปก่อน ด้านบริษัทประกันภัยได้ประเมินความเสียหายที่ต้องชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันอยู่ที่ประมาณ 1.2 พันล้านบาท หากแต่ว่าเพียง 23% ของประชาชนไทยทำการประกันวินาศภัย ดังนั้นถ้าเอาสัดส่วนนี้ตั้งก็อาจจะประมาณได้ว่าความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชนจะอยู่ที่ราว 56 หมื่นล้านบาทเช่นกัน รวมภาครัฐและเอกชนที่จะต้องขนเงินออกมาซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายให้กลับอยู่ในสภาพเดิมก็ไม่หนี 1 แสนล้านบาท
แต่ยังไม่จบครับ ยังมีค่าใช้จ่ายของการฟื้นฟูอีก อย่างเช่นนาข้าวที่แช่น้ำจนต้นข้าวเน่าเสียหายหมด ที่นาไม่เสียหายหรอกครับ ที่ยังอยู่เหมือนเดิม เผลอๆ อุดมสมบูรณ์ขึ้นด้วยเพราะมีโคลนเพิ่ม แต่ข้าวที่เสียหายละครับ ตอนนี้รัฐบาลกำหนดจะชดเชยให้ 55% ของต้นทุนการผลิต ตกราวไร่ละสองพันกว่าบาท เรื่องนี้เกษตรกรรับได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะตอนนี้เกษตรกรคงจะคิดว่าจะทำอะไรต่อหลังน้ำลด ไม่มีเวลามาคิดเรื่องการชดเชย แต่ถ้าไม่พอใจก็คงจะมีการประท้วงขนานใหญ่ ยิ่งเป็นชาวสวนยางยิ่งลำบากใหญ่ เพราะรายได้ของเขาไม่ได้หายไปฤดูกาลเดียวเหมือนนาข้าว หากต้นยางเสียหายไปแล้ว เท่ากับว่ารายได้ของเขาหายไปหลายปี ถ้าจะให้ปลูกต้นยางใหม่ทดแทนต้นเดิม ชาวสวนยางก็ต้องรออีก 7 ปีกว่าจะกรีดน้ำยางได้อีกครั้ง คราวนี้รัฐบาลจะชดเชยความเสียหายด้วยหลักเกณฑ์อะไรล่ะ
แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในส่วนใด บรรเทาทุกข์ ซ่อมแซม หรือฟื้นฟู เม็ดเงินย่อมจะต้องมาจากงบประมาณทั้งสิ้น (ยกเว้นในส่วนที่เอกชนบริจาคหรือซ่อมแซมเอง) แต่ผมคิดว่าแทนที่จะพึ่งเม็ดเงินจากงบประมาณ ซึ่งภาระก็ตกอยู่กับประชาชนด้วยต้องเก็บภาษีจากพวกเราไปชดเชย น่าจะมีวิธีหาเงินจากแหล่งอื่นมาใช้จ่าย
ผมมีข้อเสนออยู่ 2 ประการในเรื่องนี้ ประการแรก แทนที่จะหาเงินใหม่มาใช้จ่ายในงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม ก็ควรจะหาเม็ดเงินจากงบประมาณอื่นที่มีความสำคัญน้อยกว่า (จะเขียนว่าไม่จำเป็น สุรุ่ยสุร่าย ก็เกรงใจ) มาใช้จ่าย ประการที่สอง หาเม็ดเงินจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้กับประชาชนที่มีฐานะและบริษัทร้านค้า เม็ดเงินที่ได้มาจะเป็นเงินน้อยหรือมากไม่สำคัญ แต่อย่างน้อยเป็นสัญลักษณ์ว่าทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้
เริ่มด้วยภาครัฐนะครับ งบประมาณแรกที่อยากจะให้มีการตัดทอนเพื่อนำเม็ดเงินมาใช้จ่ายช่วยเหลือ คืองบดูงานต่างประเทศ ผมเชื่อว่ามีกันทุกกรมกองและทุกหน่วยงานของรัฐ แน่นอนว่าการดูงานย่อมจะได้ประโยชน์ แต่ถ้าตัดทิ้งหรือตัดทอนลงบ้าง ประเทศชาติคงจะไม่ถึงขั้นอยู่กันไม่ได้ ผมเสนอแนะเลยว่าให้ตัดงบประมาณการเดินทางดูงานต่างประเทศลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในปีงบประมาณ 2553/2554 ที่เพิ่งเริ่มต้นไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา
งบที่สองที่อยากจะให้ตัดทอนลงคือ งบการเดินทางไปต่างประเทศของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย ตามกฎแล้ว ข้าราชการระดับ 10 ขึ้นไป จะเดินทางในชั้นโดยสารชั้นหนึ่ง ส่วนข้าราชการระดับ 9 จะเดินทางในชั้นธุรกิจ แต่ถ้าข้าราชการระดับผู้ใหญ่เหล่านั้นจะเสียสละความสุขสบายไม่กี่ชั่วโมง ปรับลดชั้นโดยสารลง ก็จะสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในการบูรณะซ่อมแซมความเสียหายจากน้ำท่วมนี้ได้
สำหรับท่านที่อยากรู้ว่าการปรับลดชั้นโดยสารของการเดินทางทางอากาศจะช่วยประหยัดงบ ประมาณได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างราคาตั๋วโดยสารของการบินไทยจากกรุงเทพฯ ไปนครแฟรงก์เฟิร์ต ชั้นหนึ่งราคา 1.7 แสนบาท ชั้นธุรกิจราคา 1.47 แสนบาท ชั้นประหยัดราคา 4.2 หมื่นบาท แค่ลดการเดินทางจากชั้นธุรกิจมาชั้นประหยัด จะประหยัดได้ถึง 1 แสนบาทต่อท่าน ผมไม่รู้ว่ามีข้าราชการระดับ 9 ขึ้นไปเดินทางปีละกี่เที่ยวบิน (ไม่ใช่กี่คนนะครับ เพราะหนึ่งท่านรับรองว่าบินปีละหลายครั้ง) จะประหยัดกี่ร้อยล้านบาทก็ไม่รู้ เผลอๆ อาจจะเป็นพันล้านบาทก็ได้
ดังที่กล่าวมาแล้ว เม็ดเงินไม่สำคัญ (แต่รับรองว่าไม่น้อยหรอก) แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าบุคลากรในภาครัฐได้ช่วยลดงบประมาณของตนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และช่วยเหลือผู้เสียภาษีอากรอย่างพวกผมด้วย จะได้ไม่ต้องโดนเก็บภาษีในอนาคตเพื่อไปชดเชยงบประมาณ
คงจะเป็นการไม่ยุติธรรมที่บุคลากรภาครัฐจะต้องรับภาระฝ่ายเดียว ประชาชนผู้มีอันจะกินควรจะช่วยรับภาระนี้ด้วย มาตรการที่ผมพอจะมองเห็นคือการปรับปรุง (ชั่วคราว) สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น LTF, RMF หรือเบี้ยประกันชีวิต การออมผ่านเครื่องมือที่กล่าวมาเป็นการดีต่อตัวผู้ออมเอง ถึงไม่ให้แรงจูงใจอะไรก็ควรจะทำอยู่แล้ว แต่รัฐบาลท่านใจดีให้มาตรการการลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องจูงใจ ดังนั้นในปีวิกฤตนี้จะเป็นไปได้ไหมที่ผู้ออมจะเสียสละบ้าง โดยยอมให้นำเงินออมผ่านเครื่องมือดังกล่าวลดหย่อนภาษีได้ 7080% กล่าวคือซื้อ RMF 1 แสนบาท จะนำมาลดหย่อนได้ 78 หมื่นบาท ส่วนธุรกิจเอกชน ก็น่าจะไปดูว่ามีมาตรการลดหย่อนภาษีอะไร จะได้ลดทอนประโยชน์นั้นไปบ้าง
แต่ถ้าจะข้ามไปอีกระดับหนึ่ง นอกจากการปรับลดงบประมาณอื่นของภาครัฐหรือลดทอนประโยชน์ทางภาษีของภาคเอกชนแล้ว อาจจะออกมาตรการภาษีพิเศษ จะเรียกว่าภาษีน้ำท่วมก็ได้ สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหลาย เช่น รถยนต์ราคาแพง เครื่องสำอาง นาฬิกา ไวน์ สุรา บุหรี่ ขอย้ำอีกว่า ได้มากหรือน้อยไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูประเทศ
ที่เขียนมาวันนี้ก็ขอให้อย่าซีเรียสว่ารัฐบาลเขาจะทำอย่างที่ผมแนะนำจริงๆ เขาไม่ทำหรอก ด้วยเกรงใจประชาชนและบุคลากรภาครัฐ ผมแค่อยากจะแนะว่าประเทศชาติมีทางเลือกอื่นนอกจากแบมือขอเงินจากงบประมาณ ที่สำคัญคืออยากให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่าตนเองควรจะมีส่วนช่วยเหลือเพื่อนชาวไทยที่ประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากวิกฤตน้ำท่วม ไม่ใช่เอะอะอะไรก็บอกว่ารัฐบาลเอาไปจัดการตลอดเวลา
อย่าลืมนะว่ารัฐบาลก็คือตัวแทนของเรา งบประมาณของรัฐบาลคือภาษีที่ออกจากกระเป๋าสตางค์ของเรา







