
แผนพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นไปได้
.....วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
เมื่อวานนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมประชุมของคณะกรรมการพัฒนาการเมืองของสภาพัฒนาการเมืองเพื่อมีการทบทวนการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง ที่มีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2550 ในรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ โดยการจัดทำแผนพัฒนาการเมืองครั้งนั้น นอกจากจะใช้หลักการมีส่วนร่วมจากองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศแล้ว ยังใช้ความรู้ความสามารถของนักวิชาการระดับประเทศในการกำหนดเป็น 6 ยุทธศาสตร์ 27 พันธกิจ ซึ่งจวบจนถึงวันนี้ได้ใช้มา 2 ปีแล้ว สภาพัฒนาการเมืองจึงมีการทบทวนว่าสมควรจะต้องมีการปรับปรุงแผนพัฒนาการเมืองเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ ภาพรวมของการจัดสัมมนาครั้งนี้ มีสาระสำคัญดังนี้ ประการแรก เรามองว่าแผนพัฒนาการเมืองที่ทำไว้ยังไม่สอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง รวมทั้งโครงสร้างของการดำเนินงานในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเมืองยังมีข้อจำกัด เพราะมติคณะรัฐมนตรีกำหนดส่วนราชการต่างๆ รับไปดำเนินการ ไม่มีบทลงโทษใดๆ ถ้าหากส่วนราชการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการตามแผนพัฒนาการเมืองได้ ถือเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ เสมือนหนึ่งว่ามีแผนพัฒนาการเมืองแต่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริงได้
ประการที่สอง แผนพัฒนาการเมืองในวันนี้จำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะในปี 2554 เราจะเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เรียกว่าการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศ ประกอบกับวันนี้องค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคพลเมืองมีความตื่นตัวสูงมาก น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้มีการขับเคลื่อนเพื่อให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาการเมืองยังมีความเป็นนามธรรมมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปติดตามสอดส่องพฤติกรรมของนักการเมืองในเชิงคุณธรรม จริยธรรม ก็ยังไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้แต่อย่างใด ทั้งนี้วันนี้รัฐธรรมนูญ 2550 ได้เสริมสร้างองค์กรอิสระหลายส่วนที่สามารถดำเนินการได้ตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญที่มีเนื้องาน มีความชัดเจนในการขับเคลื่อน และอาจจะทำให้มีผลต่อการทบทวนแผนพัฒนาการเมืองให้มีความทันสมัยมากขึ้น
ความซ้ำซ้อนที่ว่านั้นพบว่า ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน และรวมถึงสภาพัฒนาการเมือง มักจะอยู่ในกระแสของการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน โดยเราได้พบว่า ภาพรวมของเมืองไทยวันนี้ เครือข่ายภาคประชาชนหรือการเมืองภาคพลเมืองโตเร็วมาก ประชาชนในหลายพื้นที่สวมหมวกหรือเป็นสมาชิกเครือข่ายมากกว่าหนึ่งองค์กร เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนข้อเท็จจริงให้องค์กรอย่างต่อเนื่อง
แต่จุดอ่อนสำคัญคือเมื่อข้อมูลทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ที่สะท้อนเข้ามาที่สภาพัฒนาการเมือง แต่สภาพัฒนาการเมืองกลับยังไม่สามารถสังเคราะห์หรือวิเคราะห์ในเชิงการเมืองที่จะไปขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาการเมืองได้ นับว่าเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สภาพัฒนาการเมืองต้องไปปรับเปลี่ยน หรือสร้างกลไกกลั่นกรองข้อเท็จจริงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ไปสอดคล้องกับแผนพัฒนาการเมืองให้ได้
ทั้งนี้ แผนพัฒนาการเมืองจะดำเนินไปได้ดีต้องมีองค์ประกอบและกระบวนการทำงานที่สำคัญ คือ 1.การเปิดเวทีระดับชาติ ที่จะสะท้อนข้อเท็จจริงเรื่องปรากฏการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความสมานฉันท์ การมองว่าระบบยุติธรรมมี 2 มาตรฐาน การทุจริตคอร์รัปชัน น่าจะเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสะสางแก้ปัญหานี้ให้หมดสิ้น โดยสภาพัฒนาการเมืองน่าจะมีการเปิดเวทีในลักษณะเผชิญหน้ากับรัฐบาลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพัฒนาเป็นนโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการเมือง
นอกจากนี้ ต้องใช้ทุนทางสังคมที่สภาพัฒนาการเมืองมีอยู่คือ เรื่ององค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ที่ความร่วมมือต่างๆ ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่วาระสำคัญคือต้องหันกลับมาสร้างตัวชี้วัดหรือตัวที่จะเป็นมาตรวัดประสิทธิภาพประสิทธิผลของการพัฒนาการเมืองร่วมกันให้ได้ ถ้าทำตัวชี้วัดขึ้นมาได้ ความหมายของแผนพัฒนาการเมืองจะมีคุณค่ามากขึ้น และ คงไปสู่เป้าหมายสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยเร็ว
สุดท้ายวันนี้ประเทศไทยโชคดีหลายอย่างที่เรามีแผนพัฒนาการเมือง แต่ต้องสำเหนียกอยู่เสมอว่าแผนสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ไปตามวาระของบริบททางสังคม และจะต้องไม่ทำให้เกิดความยุ่งยาก แต่ต้องทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนไทยที่จะร่วมกันเพื่อนำไปสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพในที่สุด







