
ว่าด้วยเรื่อง BIMSTEC
.....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ค่อนข้างจะเป็นเรื่องยืดยาว ซับซ้อน รายละเอียดค่อนข้างมาก ซึ่งก็ได้พูดถึงมาพอสมควรแล้ว ทั้งเรื่องลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงองค์กรหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะพักไว้ชั่วคราว เดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อน แต่จะลองกลับมาแตะเรื่องของ FTA (Free Trade Agreement) หรือที่เรียกกันว่าการเปิดเสรีทางการค้าอีกสักหน่อย แต่คราวนี้ขอแตะในเรื่องที่ยังไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง คือเรื่องของ BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for MultiSectoral Technical and Economic Cooperation) หรือบางท่านอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ที่เขาเรียกทับศัพท์กันสั้นๆ ว่า
“บิมสเท็ก”เผอิญผู้เขียนได้เดินทางไปทอดกฐินที่ศรีลังกา รวมทั้งไหว้พระเขี้ยวแก้ว และไหว้ต้นศรีมหาโพธิ์ที่ว่ากันว่ามีอายุกว่า 2,400 ปีมาแล้ว เป็นหน่อที่ 2 ของต้นศรีมหาโพธิ์ดั้งเดิมที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่อินเดีย แต่จะไม่กล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นบทความท่องเที่ยว หรือบทความทางพุทธศาสนาไป เพียงแต่การไปครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนได้เห็นภาวะเศรษฐกิจของศรีลังกา ภายหลังที่ประเทศมีความสงบมาไม่นานจากสงครามภายในประเทศเอง เนื่องจากการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬอีแลมที่พยายามจะโค่นล้มรัฐบาล
ที่จริงนอกจากภาวะเศรษฐกิจก็มีเรื่องอื่นๆ ที่น่าจะยกมาเป็นข้อสังเกตได้อีก แต่จากการที่ผู้เขียนเป็นคนที่มีพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจและการค้า ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็อดคิดถึงเรื่องที่ตัวเองมีพื้นฐานอยู่เดิมไม่ได้ พอเดินทางถึงศรีลังกา และนั่งรถไปยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองแคนดี้ (Kandy) ที่มีวัดซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระเขี้ยวแก้ว หรือเมืองอื่นๆ เช่น อนุราดาปุระ (Anuradhapura) เพื่อไหว้ต้นศรีมหาโพธิ์ ต่างก็เป็นการเดินทางข้ามจังหวัดจากจังหวัดนี้ไปจังหวัดนั้น ทำให้เห็นสภาพบ้านเมือง ถนนหนทางที่ยังแสดงถึงความเป็นประเทศที่เรียกกันว่าประเทศพัฒนาน้อยที่สุดอยู่ ความที่เขามีการสู้รบกันเองมานาน ทำให้การทำมาหากินไม่สะดวก จะหวังพึ่งรายได้จากการลงทุนหรือการท่องเที่ยวจากต่างประเทศก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครเขากล้าเข้ามาลงทุนหรือท่องเที่ยว ไกด์เองก็สารภาพว่าตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้น นักท่องเที่ยวที่เข้ามามีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจของเขา ได้เห็นและได้ฟังแล้วก็ได้แต่ภาวนาว่า ขออย่าให้คนไทยเห็นผิดเป็นชอบ เอาชนะคะคานกันต่อไปจนประเทศไทยต้องถอยหลังไปถึงขั้นนั้นเลย
เรื่องสำคัญที่ทำให้นึกถึงเขตการค้าเสรีบิมสเท็กอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ปีนี้ศรีลังกาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า BIMSTEC พอดี
ขอเข้าเรื่องเขตการค้าเสรี BIMSTEC ดีกว่า คำว่า BIMSTEC นั้นเรียกกันเต็มๆ ยาวเฟื้อยดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า Bay of Bengal Initiative for MultiSectoral Technical and Economic Cooperation แปลเป็นไทยได้ว่า ความร่วมมือด้านวิชาการและเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอ่าวเบงกอลนั่นเอง ความร่วมมือนี้จึงประกอบด้วย 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย ซึ่งจากชื่อดูแล้วก็เหมือนแค่ความร่วมมือแบบเดียวกับเอเปก แต่ไม่ใช่ เขามีการร่วมลงนามกรอบความตกลงเขตการค้าเสรี BIMSTEC กันไปด้วยเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2547 ที่ จ.ภูเก็ต ประเทศไทยนี่เอง เพื่อร่วมกันจัดตั้งเขตการค้าเสรีขึ้น เขตการค้าเสรีนี้ครอบคลุมทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้วย โดยตกลงกันว่าจะแบ่งสินค้าที่จะเจรจาลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าระหว่างกันออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1) กลุ่มสินค้าเร่งลดภาษี (Fast Track) 2) กลุ่มสินค้าลดภาษีตามปกติ (Normal Track) และ 3) กลุ่มสินค้าที่ประเทศต้องการจะเก็บไว้ โดยจะไม่ลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้า และจัดไว้เป็น Negative List ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์กว้างๆ นั้น ก็เหมือนกับหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ตามความตกลงของอาเซียนด้วย
นอกจากนี้ ยังตั้งคณะอนุกรรมการเจรจาการค้า BIMSTEC ขึ้นมา เพื่อเจรจารายละเอียดของข้อตกลงการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ซึ่งคณะกรรมการนี้จะมีผู้แทนระดับสูงของประเทศสมาชิกผลัดเปลี่ยนกันเป็นประธานการประชุม และในปีนี้ก็ดังได้กล่าวแล้วว่าศรีลังกาเป็นประธานพอดี ส่วนหลักการและวิธีการ โดยเฉพาะวิธีการลดภาษีนำเข้าสินค้านั้นเขาตกลงกันไว้แล้ว มีการกำหนดให้ใช้อัตราภาษีนำเข้าที่มีการเก็บจากการนำสินค้าเข้ามาจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นสมาชิก WTO ที่มีอัตราภาษี ณ วันที่ 1 ส.ค. 2550 เป็นฐานในการลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้า แล้วนำหลักเกณฑ์นั้นมาใช้กับสินค้าที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น แตกต่างกันไปตามความอ่อนไหวของแต่ละกลุ่ม
ส่วนการค้าบริการและการลงทุนนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา แต่ที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้า เรื่องบริการ หรือเรื่องของการลงทุน เขาก็จะมีการให้แต้มต่อหรือผ่อนปรนอะลุ่มอล่วยให้แก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดอยู่เสมอ และศรีลังกาก็เป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดดังกล่าวมาแล้ว จึงเป็นที่แน่นอนว่าศรีลังกาจะได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ นอกจากนี้ศรีลังกายังเป็นตลาดเล็ก ประชากรส่วนใหญ่มีอำนาจการซื้อไม่มากนัก
เพราะฉะนั้นเราจะทำไงกันดี การเจรจาไปถึงไหนกันแล้ว ไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้างหรือไม่ ค่อนข้างเป็นไปได้ว่าประโยชน์นั้นน่าจะมี แต่จะทำอย่างไรให้ไทยได้ประโยชน์ รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยอย่างไรบ้าง และจะช่วยตอนไหน คงจะต้องไปดูวิธีการลดภาษีนำเข้าว่าตกลงกันไว้อย่างไรในคราวหน้า ตลอดจนดูว่าการเจรจาเรื่องบริการและการลงทุนตกลงกันไว้อย่างไร มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกพอสมควร คงจะไม่มีเนื้อที่พอจะบรรยายกันในคราวนี้ ผู้เขียนจึงต้องขอไปว่ากันในคราวหน้า







