
ขอบคุณที่ฟัง
.....พิชัย นริพทะพันธุ์
ผู้อ่านหลายๆ ท่านถามมาว่า หลังจากที่เขียนไปแล้วได้ผลอย่างไรบ้าง ผู้เขียนเลยถือโอกาสขอบคุณผู้ที่ เปิดใจรับฟัง โดยเริ่มด้วย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้สั่งให้มีการเอาจริงเอาจังในการปราบปรามส่วยทางหลวงตามที่เสนอแนะไป แต่ในบทความเดียวกันที่ยังน่าผิดหวังก็คือ กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยที่ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมประชุมกับวิปฝ่ายค้านในเรื่องการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงกับประเทศจีน แม้ว่าจะผ่านการรับหลักการของสภาไปแล้ว แต่เมื่อตอนที่ตัวแทนจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ ได้เข้าให้ข้อมูล กลับไม่มีรายละเอียดการลงทุนและผลตอบแทนที่คาดหวัง โดยอ้างว่าทุกอย่างอยู่ที่กระทรวงการคลัง ทำให้แปลกใจว่ากระทรวงการคลังจะไปทราบรายละเอียดมากไปกว่ากระทรวงคมนาคมได้อย่างไร
ที่แย่ที่สุดคือ เมื่อถามว่าการรถไฟฯ มีแผนที่จะแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าเพื่อลดต้นทุนประเทศได้อย่างไร คำตอบคือ การสร้างทางสำหรับรถไฟความเร็วสูงที่จะให้รถไฟวิ่งได้ในความเร็ว 200300 กม./ชม. สามารถนำรถไฟที่จะบรรทุกสินค้าที่ความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. เข้ามาวิ่งร่วมด้วยได้ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะให้รถไฟความเร็วสูงต้องมาวิ่งจ่อก้นรถไฟบรรทุกสินค้าที่วิ่งช้าเพื่อประโยชน์อะไร
ต่อมาต้องขอขอบคุณ รมว.ไอซีที ที่ได้มีคำสั่งให้ กสทฯ ทบทวนข้อตกลงในการซื้อกิจการจาก บริษัท ฮัทช์ โดยให้ไปต่อราคาจาก 7,500 ล้านบาท ให้เหลือไม่เกิน 4,000 ล้านบาท โดยที่ผู้เขียนได้ตำหนิไปก่อนหน้านี้ถึงการคำนวณราคาที่แพงเกินจริงมาก โดยที่ปัจจุบันอุปกรณ์ได้ล้าสมัยแล้ว ราคาก็น่าจะถูกลงมาก อีกทั้งการคำนวณเอาจำนวนลูกค้าที่ กสทฯ จ้างบริษัท ฮัทช์ ทำการตลาดให้ ก็เท่ากับเป็นการซื้อลูกค้าที่เป็นของตนเองอยู่แล้ว ประกอบกับการที่อัตราแลกเปลี่ยนได้ปรับลงมา การคำนวณที่อยู่ในเงินสกุลดอลลาร์น่าจะมีราคาต่ำลง และจะยิ่งดีมากขึ้น ถ้าจะได้มีการตรวจสอบเหตุผลว่าทำไมในสมัยรัฐมนตรีคนที่แล้วถึงได้มีการคำนวณราคาที่สูงขนาดนั้น และก็ต้องขอชม กทช. ที่ได้มีการเรียกคืนคลื่นความถี่ที่มีเกินจากผู้ให้บริการต่างๆ เพราะเป็นสมบัติของชาติที่ต้องกระจายอย่างเป็นธรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อีกเรื่องเป็นเรื่องที่ท่านเลขานายกฯ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างภาษี และการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ ที่ผู้เขียนได้เรียกร้องมาโดยตลอด และต่อมาท่านนายกฯ ก็ออกมาพูดในเรื่องการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันนี้เหมือนกัน อีกทั้งท่าน รมว.คลัง และอดีตปลัดกระทรวงการคลัง คุณศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ที่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องการทบทวนการส่งเสริมการลงทุนที่ควรจะมุ่งเฉพาะธุรกิจที่จะเป็นอนาคตของประเทศตามที่ผู้เขียนร้องขอ และก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าการ ธปท. คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่ได้เริ่มพิจารณาเรื่องการกระจายการถือครองเงินสำรองของประเทศไปยังเงินสกุลที่มีแนวโน้มแข็งกว่า แต่ที่ยังเป็นห่วงและขอฝากคือ เรื่องค่าเงินบาท เพราะไม่ได้เป็นภาวะปกติ คำถามคือประเทศไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งพอรองรับกับค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ หรือ จึงอยากให้มองภาพรวมให้เห็นประโยชน์สูงสุด
ท้ายสุดนี้มีคนสอบถามมามากเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่พูดไว้คร่าวๆ จึงอยากอธิบายเพิ่มเติม โดยที่ปัจจุบันประเทศไทยได้อาศัยการส่งออกเป็นกลไกหลัก มีสัดส่วนถึง 70% เมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติ ดังนั้นรัฐบาลในอนาคตจะต้องเพิ่มการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัว ลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆ เร่งตื่นตัวทำมากขึ้น
การเพิ่มรายได้เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน โดยต้องมีแผนงานที่ดีรองรับ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเป็นภาระที่หนักเกินไปแก่ภาคธุรกิจ การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท การกำหนดราคาข้าวเปลือก 5% ที่ 1.5 หมื่นบาท โดยผูกราคาข้าวไว้กับราคาน้ำมัน รวมถึงการยกระดับราคาสินค้าเกษตรหลักทุกชนิด และการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำที่ 1.5 หมื่นบาท กับผู้ที่จบปริญญาตรีทั้งในภาคเอกชนและในส่วนราชการ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนทุกภาคส่วน
จึงอยากให้นายกฯ และ รมว.คลัง ได้นำวิธีคิดนี้ไปพิจารณาบ้าง แต่อยากให้ทำให้ถูกวิธี มิเช่นนั้นผลเสียอาจมากกว่า ขนาดปัญหาน้ำท่วมยังจัดการได้ย่ำแย่ขนาดนี้ ซึ่งก็ต้องคอยดูว่า เร็วๆ นี้ประชาชนจะทำโทษ โอบามาร์ค เหมือนกับที่ โอบามา โดนหรือไม่







